
คาร์ดิโอ คืออะไร ลดน้ำหนักได้จริงไหม?
- Fiona
- 113 views

คาร์ดิโอ คืออะไร คาร์ดิโอคือการออกกำลังกาย ที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นต่อเนื่อง และร่างกายได้ขยับเคลื่อนไหว อย่างสม่ำเสมอ เช่นการเดินเร็ว วิ่ง ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ คาร์ดิโอไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการลดน้ำหนักเท่านั้น บทความนี้จะ พาไปทำความเข้าใจภาพรวมของคาร์ดิโอแบบเข้าใจง่าย
- คาร์ดิโอ คืออะไร
- คาร์ดิโอดียังไง?
- คาร์ดิโอลดน้ำหนักได้จริงไหม?
การ Cardio exercise คืออะไร?
คาร์ดิโอ คืออะไร คาร์ดิโอคือการออกกำลังกาย ที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น และร่างกายต้องใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง ปั่นจักรยาน เดินเร็ว หรือเต้น โดยเป็นการเคลื่อนไหว ที่ใช้กล้ามเนื้อใหญ่ และต้องการออกซิเจนเพิ่มขึ้น จนทำให้หายใจแรงขึ้น ซึ่งช่วยให้ระบบหัวใจ และปอดทำงานได้ดี
ทั้งยังส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวม และการเผาผลาญไขมันในร่างกาย การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ มักจะถูกพูดถึง ในด้านการดูแลสุขภาพหัวใจ และหลอดเลือด เพราะการเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ อย่างสม่ำเสมอ ช่วยเสริมความแข็งแรงของหัวใจ และส่งผลให้คุณมีความทนทาน รู้สึกสดชื่น มีพลังในชีวิตประจำวันมากขึ้น (5 สิงหาคม 2021) [1]
ประวัติ แนวคิดของการออกกำลังกาย แบบคาร์ดิโอ

แนวคิดของการออกกำลังกาย ที่ต่อมาถูกเรียกว่าคาร์ดิโอ เริ่มมีรากฐานเชิงวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจน ในช่วง ทศวรรษ 1960 จากงานวิจัยของ Kenneth H. Cooper แพทย์และนักวิทยาศาสตร์ ด้านการแพทย์การบิน ของกองทัพอากาศสหรัฐ เขาเริ่มศึกษาความสัมพันธ์ ระหว่างการออกกำลังกาย แบบใช้ความทนทาน
กับสุขภาพของหัวใจ และปอด และในปี 1966 เขาได้นำคำว่า Aerobics มาใช้เพื่ออธิบายการออกกำลังกาย ที่ร่างกายต้องใช้ออกซิเจนอย่างต่อเนื่อง เช่นการเดิน วิ่ง และปั่นจักรยาน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการนิยามแนวคิดคาร์ดิโอ ในเชิงระบบ และเชิงสุขภาพอย่างเป็นทางการ ต่อมาในปี 1968 Kenneth H. Cooper
ได้เผยแพร่หนังสือชื่อ Aerobics ซึ่งทำให้แนวคิดนี้ แพร่หลายสู่สังคมวงกว้าง เขาเสนอแนวทางการออกกำลังกายที่เรียบง่าย วัดผลได้ และเหมาะกับคนทั่วไป ช่วงปลายทศวรรษ 1960 – 1970 แนวคิดแอโรบิกจึงถูกนำไปพัฒนา เป็นกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ และใช้กันอย่างแพร่หลาย มาจนถึงปัจจุบัน (9 ธันวาคม 2019) [2]
การออกกำลังกายคาร์ดิโอ ดียังไง?
- เสริมสร้างระบบหัวใจ และหลอดเลือดแข็งแรง การคาร์ดิโอ ช่วยให้หัวใจทำงาน ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้เลือด และออกซิเจน ถูกส่งไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดีขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีด้วย
- เผาผลาญไขมัน และควบคุมน้ำหนัก การเคลื่อนไหวร่างกาย เป็นเวลาต่อเนื่อง ช่วยเผาผลาญแคลอรี และไขมันสะสม ช่วยให้สามารถลดน้ำหนัก หรือรักษาน้ำหนักที่เหมาะสมได้ดีขึ้น เมื่อทำอย่างสม่ำเสมอ
- พัฒนาความแข็งแรง และความทนทานของร่างกาย คาร์ดิโอช่วยเพิ่มความทนทาน ของกล้ามเนื้อ และระบบหายใจ ทำให้ร่างกายไม่เหนื่อยง่าย เวลาทำกิจกรรมประจำวัน และสามารถออกกำลังกายได้นานขึ้น
- ช่วยให้การหายใจ และปอดมีประสิทธิภาพมากขึ้น การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ทำให้ปอดต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อรับออกซิเจน ทำให้ความจุปอด และการนำออกซิเจน เข้าสู่ร่างกายดีขึ้น
- เพิ่มพลังงาน และลดความเครียด เมื่อฝึกคาร์ดิโอ ร่างกายจะปล่อยสาร ที่ช่วยให้รู้สึกดีขึ้น และลดฮอร์โมนความเครียด ทำให้รู้สึกสดชื่น มีพลัง และควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น
- ช่วยให้หลับดีขึ้น และระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น การออกกำลังกาย ช่วยปรับวงจรการนอน ให้หลับง่ายขึ้น เมื่อถึงเวลานอน และยังช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ให้ทำงานได้ดีขึ้น เมื่อพักผ่อนเพียงพอ
- ลดความเสี่ยง ของโรคเรื้อรัง และความเสี่ยงการล้ม การมีระดับการเคลื่อนไหวร่างกายที่ดี ช่วยลดโอกาสเกิดโรคเรื้อรัง อย่างเบาหวานชนิดที่ 2 ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และยังช่วยให้กล้ามเนื้อ และการทรงตัวดีขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงการล้มในผู้สูงอายุ
ที่มา: The Many Benefits of a Cardio Workout (9 พฤษภาคม 2023) [3]
คาร์ดิโอลดน้ำหนักได้จริงไหม?
การคาร์ดิโอสามารถช่วยลดน้ำหนักได้จริง เพราะเป็นการออกกำลังกาย ที่ใช้พลังงานต่อเนื่อง ทำให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรี และไขมันสะสม โดยเฉพาะเมื่อทำอย่างสม่ำเสมอ และเลือกความหนัก ที่เหมาะกับตัวเอง น้ำหนักจึงมีแนวโน้มลดลง ตามการใช้พลังงานที่มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การลดน้ำหนักจะเห็นผลชัดเจนหรือไม่ ไม่ได้ขึ้นกับคาร์ดิโออย่างเดียว แต่ขึ้นกับการกินอาหาร การพักผ่อน และพฤติกรรมในชีวิตประจำวันร่วมด้วย หากคาร์ดิโอควบคู่กับการกินพอดี ไม่หวานมันเกินไป และพักผ่อนเพียงพอ การลดน้ำหนัก จะเป็นไปอย่างปลอดภัย และยั่งยืนมากกว่า
นอกจากนี้ การทานอาหาร โดยให้ได้สารอาหารครบก็จำเป็น เช่นโปรตีน ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ หลังการออกกำลังกาย หรืออาหารที่มีแร่ธาตุบางชนิดเช่น อาหารอะไรที่มี Zinc สูง ก็ช่วยการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อ และระบบเผาผลาญพลังงาน
ออกกำลังกายคาร์ดิโอ เหมาะกับใคร?
- คนที่ต้องการดูแลสุขภาพหัวใจ และร่างกายโดยรวม คาร์ดิโอช่วยกระตุ้นการทำงาน ของหัวใจและระบบไหลเวียนเลือด เหมาะกับคนที่อยากให้ร่างกายแข็งแรง อึดขึ้น และมีพลังในชีวิตประจำวัน
- คนที่ต้องการลดน้ำหนัก หรือควบคุมน้ำหนัก การคาร์ดิโอช่วยเผาผลาญพลังงานได้ต่อเนื่อง เหมาะกับผู้ที่อยากลดไขมันหรือรักษาน้ำหนัก ให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
- คนที่เพิ่งเริ่มออกกำลังกาย คาร์ดิโอมีหลายระดับ ตั้งแต่เดินช้า เดินเร็ว ไปจนถึงวิ่ง ทำให้มือใหม่สามารถเริ่มจากระดับเบาๆ และค่อยเพิ่มความหนักได้
- คนที่ต้องการลดความเครียด และปรับอารมณ์ การขยับร่างกายต่อเนื่องช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์ดี และนอนหลับได้ดีขึ้น
การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ ไม่เหมาะกับใคร?
- ผู้ที่มีโรคหัวใจ หรือโรคประจำตัวรุนแรง โดยยังไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ การเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจอย่างรวดเร็ว อาจเสี่ยงขึ้น หากไม่ได้ประเมินร่างกายก่อน
- ผู้ที่มีอาการบาดเจ็บข้อ เข่า หรือกระดูก คาร์ดิโอบางรูปแบบ เช่นวิ่ง หรือกระโดด อาจเพิ่มแรงกระแทก และทำให้อาการแย่ลง
- ผู้ที่เพิ่งผ่าตัด หรืออยู่ในช่วงฟื้นฟูร่างกาย ร่างกายอาจยังไม่พร้อม สำหรับการออกแรงต่อเนื่อง ควรพัก หรือเลือกการเคลื่อนไหวเบาๆก่อน
- ผู้ที่มีอาการหน้ามืด เหนื่อยง่ายผิดปกติ หรือเจ็บหน้าอก ขณะออกกำลังกาย ควรหยุด และประเมินสภาพร่างกายก่อน ไม่ควรฝืน ทำคาร์ดิโอหนักๆ
คาร์ดิโอ คืออะไร กล่าวโดยสรุป
คาร์ดิโอ คือการออกกำลังกายพื้นฐาน ที่เข้าถึงได้ง่าย และให้ประโยชน์รอบด้าน ทั้งต่อหัวใจ ระบบไหลเวียนเลือด การเผาผลาญพลังงาน สุขภาพจิต และความแข็งแรงโดยรวม ของร่างกาย แม้จะช่วยเรื่องการลดน้ำหนักได้จริง แต่ผลลัพธ์ที่ดี และยั่งยืน ต้องมาควบคู่กับการกินที่เหมาะสม และการพักผ่อนที่เพียงพอ
ควรที่จะคาร์ดิโอวันละกี่นาที?
โดยทั่วไป การคาร์ดิโอวันละประมาณ 20–30 นาที ถือว่าเพียงพอ สำหรับการดูแลสุขภาพ หากเป็นความหนัก ระดับปานกลาง เช่นเดินเร็ว หรือปั่นจักรยานสบายๆ แต่ถ้าเป็นคาร์ดิโอ ที่หนักขึ้น อาจลดเวลาลง เหลือประมาณ 15–20 นาที ก็ยังได้ผล สิ่งสำคัญ ไม่ใช่การทำให้นานที่สุด แต่คือความสม่ำเสมอ
ออกกำลังกาย Cardio ทุกวันได้ไหม?
สามารถคาร์ดิโอทุกวันได้ หากเป็นการออกกำลังกาย ระดับเบา ถึงปานกลาง และร่างกายยังฟื้นตัวได้ดี แต่ไม่จำเป็นต้องหนักทุกวัน ควรสลับวันเบา วันหนัก หรือเปลี่ยนรูปแบบ การคาร์ดิโอ เพื่อลดแรงกระแทก และความล้า หากมีอาการอ่อนเพลีย เจ็บข้อ หรือพักผ่อนไม่พอ ควรลดความถี่ หรือหยุดพักบ้าง
- Tags: ความรู้ทั่วไป


