
ทำไม ก๊ก อาน โดนยึดทรัพย์ เจาะสแกมเมอร์ข้ามชาติที่โยงถึงไทย
- Spawn
- 157 views
ทำไม ก๊ก อาน โดนยึดทรัพย์ เพราะถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ การฟอกเงิน บัญชีม้า และศูนย์ปฏิบัติการในกัมพูชา โดย ปปง. และตำรวจไทยตรวจพบเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงออนไลน์หลายรูปแบบ รวมถึงธุรกรรมที่โยงไปยังอสังหาริมทรัพย์ หุ้น และสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่าหลายร้อยล้านบาท
หลายปีที่ผ่านมา คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักว่า ก๊ก อาน คือใคร ซึ่งชื่อของ “ก๊ก อาน” ถูกพูดถึงในฐานะนักธุรกิจใหญ่ของกัมพูชา โดยเฉพาะธุรกิจคาสิโนและพื้นที่ชายแดน แต่ในช่วงหลัง ชื่อนี้เริ่มถูกเชื่อมโยงกับอีกด้านหนึ่ง นั่นคือเครือข่ายอาชญากรรมทางไซเบอร์ ที่ไม่ได้มีแค่เรื่องเว็บพนันหรือคอลเซ็นเตอร์ธรรมดา แต่ขยายไปถึงการฟอกเงิน การใช้บัญชีม้า และการเปลี่ยนเงินผิดกฎหมายให้กลายเป็นทรัพย์สินที่ตรวจสอบยากขึ้นเรื่อย ๆ
สิ่งที่ทำให้คดีนี้สะเทือนมาก ไม่ใช่แค่ตัวเลข “467 ล้านบาท” ของทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายก๊ก อาน เท่านั้น แต่คือภาพรวมของเครือข่ายทั้งหมดที่ถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงกัน ทั้ง เฉิน จื้อ, ยิม เลียก และ เบน สมิธ ซึ่งรวมมูลค่าทรัพย์ที่ถูกยึดและอายัดมากกว่าหมื่นล้านบาท กระจายอยู่ทั้งในไทย กัมพูชา สิงคโปร์ ฮ่องกง และประเทศอื่น ๆ
อีกจุดที่น่าสนใจ คือคดีนี้ไม่ได้เริ่มจาก “การจับคาสิโน” แบบที่หลายคนเข้าใจ แต่เริ่มจากการไล่เส้นทางการเงินของเหยื่อที่ถูกหลอกออนไลน์ ก่อนขยายผลไปยังบัญชีหลายทอด บริษัทบังหน้า และเครือข่ายธุรกิจที่ถือครองทรัพย์สินแทนกันในลักษณะซับซ้อน จนกลายเป็นคดีอาชญากรรมข้ามชาติที่หลายประเทศเริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องพร้อมกัน
- ทำไม ก๊ก อาน โดนยึดทรัพย์เพราะอะไร?
- ก๊ก อาน คือใคร ทำไมถึงถูกจับตาในคดีสแกมเมอร์?
- ปปง.พบอะไรในเครือข่าย ก๊ก อาน?
- เจาะลึกเส้นทางเงินสแกมเมอร์ไหลไปไหนบ้าง?
- ก๊ก อาน เฉิน จื้อ ยิม เลียก เบน สมิธ เกี่ยวกันอย่างไร?
- สหรัฐฯ คว่ำบาตร ก๊ก อาน เกี่ยวกับคดีในไทยไหม?
- ก๊ก อาน โดนยึดทรัพย์แล้ว แปลว่าผิดแล้วหรือยัง?
ทำความเข้าใจ ทำไม ก๊ก อาน โดนยึดทรัพย์ ในคำตอบเดียว?
สาเหตุหลักที่ ก๊ก อาน ถูกยึดและอายัดทรัพย์ มาจากการที่หน่วยงานไทยเชื่อว่ามีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ซึ่งใช้ทั้งบัญชีม้า บริษัทบังหน้า และระบบการเงินหลายประเทศในการหมุนเงินที่ได้จากการหลอกลวงออนไลน์ ก่อนเปลี่ยนสภาพเป็นทรัพย์สินประเภทต่าง ๆ เช่น ที่ดิน หุ้น เงินฝาก และสินทรัพย์ดิจิทัล
จากข้อมูลของ ปปง. และตำรวจไซเบอร์ พบว่าเครือข่ายดังกล่าวมีศูนย์ปฏิบัติการในกัมพูชาหลายแห่ง รวมถึงอาคารที่ถูกกล่าวถึงบ่อยอย่าง อาคาร 25 ชั้น, อาคาร 18 ชั้น, อาคาร Hiso และ Crown Casino ซึ่งถูกระบุว่าเป็นจุดที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกรรมของกลุ่มสแกมเมอร์ และมีการใช้ “บัญชีม้า” พร้อมการสแกนใบหน้าเพื่อยืนยันธุรกรรมทางการเงินจำนวนมาก
เหตุผลหลักคือเส้นเงิน บัญชีม้า และทรัพย์สินที่ถูกโยงกับสแกมเมอร์
หนึ่งในจุดสำคัญของคดีนี้ คือการตามเส้นทางเงินจากผู้เสียหายจริง โดยตำรวจพบว่ามีผู้ถูกหลอกออนไลน์จำนวนมากโอนเงินผ่านบัญชีหลายทอด ก่อนสุดท้ายจะเชื่อมไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับบุคคลระดับสูงในกัมพูชา รวมถึงกลุ่มที่ถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงกับ ก๊ก อาน
รูปแบบที่พบไม่ได้มีแค่ “หลอกลงทุน” แบบเดียว แต่รวมถึง:
- หลอกลงทุนคริปโต
- หลอกทำงานออนไลน์
- หลอกซื้อขายสินค้า
- หลอกกู้เงินผ่านแอป
- ไฮบริดสแกมหลายรูปแบบ
เงินที่ได้จากการหลอกลวงจะไม่ถูกเก็บไว้ในบัญชีเดียว แต่ถูกกระจายผ่านบัญชีม้าหลายชั้น ก่อนเปลี่ยนเป็นทรัพย์สิน เช่น อสังหาริมทรัพย์ หุ้น บริษัท หรือเหรียญดิจิทัลอย่าง USDT เพื่อทำให้การตรวจสอบย้อนกลับยากขึ้น
ในมุมของเจ้าหน้าที่ จุดที่ทำให้เรื่องนี้รุนแรงกว่าคดีทั่วไป คือไม่ได้เป็นการหลอกแบบรายบุคคล แต่มีลักษณะคล้าย “โครงสร้างองค์กร” ที่แบ่งหน้าที่กันชัด ทั้งคนเปิดบัญชี คนถือทรัพย์ บริษัทบังหน้า และผู้ดูแลพื้นที่ปฏิบัติการ ทำให้คดีถูกมองในระดับ “อาชญากรรมข้ามชาติ” มากกว่าคดีฉ้อโกงทั่วไป
มูลค่า 467 ล้านบาท ต่างจากยอดหมื่นล้านอย่างไร?
หลายคนเริ่มสับสนหลังเห็นข่าวว่า บางสื่อบอก ก๊ก อาน ถูกยึดทรัพย์ 467 ล้านบาท แต่บางข่าวกลับใช้คำว่า “หมื่นล้าน” จนดูเหมือนตัวเลขไม่ตรงกัน จริง ๆ แล้วทั้งสองตัวเลขพูดถึง “คนละระดับ” ของคดี
ตัวเลขประมาณ 467 ล้านบาท คือทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายของ ก๊ก อาน โดยตรง ที่ ปปง. มีคำสั่งยึดและอายัดในคดีนี้ เช่น ที่ดิน เงินฝาก และทรัพย์สินบางส่วนในไทย (3 ธันวาคม 2025) [1] ส่วนยอด “กว่าหมื่นล้านบาท” คือการรวมหลายเครือข่ายเข้าด้วยกัน ทั้ง ก๊ก อาน, เฉิน จื้อ, ยิม เลียก และ เบน สมิธ ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงกันในลักษณะเครือข่ายฟอกเงินและสแกมเมอร์ข้ามชาติ
จุดนี้จึงสำคัญมาก เพราะหากอ่านแค่พาดหัวข่าว คนจำนวนมากจะเข้าใจว่าเป็นการยึดทรัพย์ของ ก๊ก อาน คนเดียวทั้งหมด ทั้งที่ในความเป็นจริง คดีนี้มีหลายกลุ่ม หลายบริษัท และหลายประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องพร้อมกัน จนกลายเป็นหนึ่งในคดีเส้นเงินอาชญากรรมไซเบอร์ที่ใหญ่ที่สุดของไทยช่วงหลังเลยทีเดียว
ก๊ก อาน คือใคร ทำไมชื่อถึงถูกจับตาในคดีสแกมเมอร์
ก่อนจะเข้าใจว่าทำไม ก๊ก อาน ถึงถูกยึดทรัพย์ สิ่งที่หลายคนพยายามหาคำตอบก่อนคือ “ชายคนนี้เป็นใคร” เพราะชื่อของเขาไม่ได้เพิ่งถูกพูดถึงหลังมีข่าวสแกมเมอร์ แต่ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในนักธุรกิจที่มีอิทธิพลสูงในกัมพูชามานาน โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่เชื่อมกับธุรกิจคาสิโน การลงทุน และโครงสร้างเศรษฐกิจข้ามประเทศ
ในอีกมุมหนึ่ง ชื่อของ ก๊ก อาน ยังถูกโยงเข้ากับภาพของ “ทุนสีเทาชายแดน” ที่หลายฝ่ายมองว่าเติบโตขึ้นพร้อมกับธุรกิจออนไลน์ยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการพนันออนไลน์ คอลเซ็นเตอร์ หรือการหลอกลงทุนผ่านคริปโต ซึ่งทำให้คดีนี้ถูกจับตามองมากกว่าแค่เรื่องยึดทรัพย์ธรรมดา เพราะมันสะท้อนถึงเครือข่ายที่เชื่อมทั้งธุรกิจ การเมือง และอาชญากรรมไซเบอร์เข้าด้วยกัน
จากนักธุรกิจกัมพูชาสู่เจ้าของเครือข่ายคาสิโนชายแดน
ก๊ก อาน หรือ Kok An เป็นนักธุรกิจชาวกัมพูชาเชื้อสายจีน และยังเป็นสมาชิกวุฒิสภาของกัมพูชาในสังกัดพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ชื่อของเขาเกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่หลายประเภท ผ่านบริษัท Anco Brothers ซึ่งดำเนินธุรกิจทั้งคาสิโน อสังหาริมทรัพย์ ธนาคาร อินเทอร์เน็ต พลังงาน และกิจการชายแดนอีกจำนวนมาก
สิ่งที่ทำให้ชื่อของ ก๊ก อาน ถูกพูดถึงอยู่เสมอ คือความสัมพันธ์กับพื้นที่เศรษฐกิจบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะปอยเปต ซึ่งเป็นจุดที่ธุรกิจคาสิโนและกลุ่มทุนจำนวนมากเข้ามาเติบโตตลอดหลายปีที่ผ่านมา จนหลายคนมองว่าพื้นที่เหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่ “เมืองคาสิโน” แต่กลายเป็นศูนย์กลางของธุรกรรมสีเทาและเครือข่ายออนไลน์บางประเภทไปพร้อมกัน
อีกด้านหนึ่ง ก๊ก อาน ยังถูกสื่อต่างประเทศและหน่วยงานหลายแห่งจับตามองจากข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการคุ้มครองเครือข่ายสแกมเมอร์ รวมถึงการปล่อยให้มีศูนย์ปฏิบัติการอาชญากรรมไซเบอร์อยู่ในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจของตน แม้หลายกรณียังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบและไม่ได้มีคำพิพากษาสุดท้าย แต่แรงกดดันจากทั้งไทยและต่างประเทศก็ทำให้ชื่อของเขาถูกดึงเข้าสู่คดีระดับภูมิภาคอย่างเต็มตัว
ความเกี่ยวข้องกับ Crown Casino และพื้นที่ปอยเปต
หนึ่งในชื่อสถานที่ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในคดีนี้ คือ Crown Casino และกลุ่มอาคารในพื้นที่ปอยเปต เช่น อาคาร 25 ชั้น, อาคาร 18 ชั้น และอาคาร Hiso ซึ่งเจ้าหน้าที่ไทยระบุว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์และการทำธุรกรรมของบัญชีม้า
จากข้อมูลของตำรวจไซเบอร์และ ปปง. อาคารเหล่านี้ถูกกล่าวหาว่าเป็นทั้งศูนย์ปฏิบัติการและพื้นที่สนับสนุนการทำงานของเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดบัญชีม้า การสแกนใบหน้าเพื่อยืนยันธุรกรรม หรือการบริหารเส้นทางเงินหลายทอด ซึ่งรูปแบบลักษณะนี้ต่างจากภาพคาสิโนชายแดนแบบเดิมที่คนทั่วไปคุ้นเคย
สิ่งที่น่าสนใจคือ พื้นที่อย่างปอยเปตไม่ได้ถูกพูดถึงแค่เรื่องการพนันอีกต่อไป แต่เริ่มถูกมองว่าเป็น “ฮับธุรกรรมออนไลน์สีเทา” ที่เชื่อมทั้งคน เงิน และเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นคอลเซ็นเตอร์ หลอกลงทุน คริปโต หรือการฟอกเงินผ่านบริษัทบังหน้า ทำให้ชื่อของ ก๊ก อาน ถูกดึงเข้าไปอยู่กลางวงสนทนานี้โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้
ยิ่งหลังจากสหรัฐฯ เริ่มใช้มาตรการคว่ำบาตร และหน่วยงานระหว่างประเทศเริ่มขยายผลเกี่ยวกับเครือข่ายสแกมเมอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พื้นที่ชายแดนอย่างปอยเปตจึงถูกจับตาหนักขึ้นกว่าเดิม และกลายเป็นหนึ่งในจุดสำคัญของการสืบสวนเส้นเงินข้ามประเทศในช่วงที่ผ่านมา
ปปง.พบอะไรในเครือข่าย ก๊ก อาน
สิ่งที่ทำให้คดีของ ก๊ก อาน ถูกยกระดับจาก “ข่าวอาชญากรรมทั่วไป” ไปสู่ระดับอาชญากรรมข้ามชาติ คือข้อมูลที่หน่วยงานไทยเริ่มพบว่ามีโครงสร้างการทำงานที่ซับซ้อนกว่าการหลอกออนไลน์แบบเดิม ไม่ใช่แค่มีบัญชีม้าหรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แต่มีทั้งสถานที่ปฏิบัติการ บริษัทบังหน้า ระบบยืนยันตัวตน และเส้นทางการเงินที่เชื่อมกันหลายประเทศ
ในมุมของ ปปง. และตำรวจไซเบอร์ จุดสำคัญไม่ได้อยู่แค่ “ใครถือเงิน” แต่คือใครควบคุมพื้นที่ ใครเชื่อมระบบธุรกรรม และใครได้ประโยชน์จากเงินที่หมุนผ่านเครือข่ายเหล่านี้ ซึ่งทำให้การสืบสวนเริ่มขยายจากผู้ถือบัญชี ไปถึงทรัพย์สิน บริษัท และบุคคลที่ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับโครงสร้างทั้งหมด
อาคาร 25 ชั้น 18 ชั้น Hiso และ Crown Casino ถูกโยงอย่างไร?
ชื่อของอาคาร 25 ชั้น, อาคาร 18 ชั้น, อาคาร Hiso และ Crown Casino ถูกพูดถึงซ้ำหลายครั้งในเอกสารและข่าวที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ เพราะเจ้าหน้าที่เชื่อว่าสถานที่เหล่านี้ถูกใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการของเครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชา (3 ธันวาคม 2025) [2]
จากข้อมูลที่ถูกเปิดเผย พบว่าภายในเครือข่ายมีการดำเนินงานหลายรูปแบบ ทั้งการเปิดบัญชีม้า การจัดการระบบธุรกรรม การสแกนใบหน้าเพื่อยืนยันตัวตน และการเคลื่อนย้ายเงินผ่านหลายบัญชี ก่อนจะกระจายไปยังทรัพย์สินประเภทต่าง ๆ ซึ่งรูปแบบนี้ทำให้เจ้าหน้าที่มองว่าไม่ได้เป็นการกระทำแบบกระจัดกระจาย แต่มีลักษณะคล้าย “ระบบองค์กร” ที่แบ่งหน้าที่กันชัดเจน
อีกจุดที่ทำให้เรื่องนี้ถูกจับตามอง คือสถานที่บางแห่งถูกเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่เคยเป็นข่าวก่อนหน้านี้ เช่น การเสียชีวิตของคนไทยในอาคารที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นฐานสแกมเมอร์ หรือกรณีแรงงานที่ถูกหลอกไปทำงานออนไลน์ในกัมพูชา ทำให้ภาพของอาคารเหล่านี้ไม่ได้ถูกมองเป็นแค่พื้นที่ธุรกิจ แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์ในสายตาหลายฝ่าย
ในมุมวิเคราะห์ จุดสำคัญคือคดีนี้เริ่มเปลี่ยนจาก “การจับคนหลอก” ไปสู่การมองหา “โครงสร้างที่ทำให้การหลอกเกิดขึ้นได้” ซึ่งรวมถึงเจ้าของพื้นที่ ผู้สนับสนุนธุรกรรม และกลุ่มทุนที่อาจอยู่เบื้องหลังระบบทั้งหมด
บัญชีม้าและการสแกนใบหน้าเกี่ยวกับธุรกรรมผิดกฎหมายแบบไหน?
หนึ่งในคำที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในคดีนี้ คือ “บัญชีม้า” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการหมุนเงินในเครือข่ายสแกมเมอร์ยุคใหม่ เพราะเมื่อเหยื่อถูกหลอกให้โอนเงิน เงินจะไม่ถูกส่งตรงไปยังผู้บงการทันที แต่จะถูกกระจายผ่านบัญชีหลายทอดเพื่อลดโอกาสถูกติดตาม
สิ่งที่เจ้าหน้าที่พบในคดีนี้ คือมีการใช้วิธีให้เจ้าของบัญชีม้าสแกนใบหน้าเพื่อยืนยันธุรกรรมทางการเงิน โดยเฉพาะในขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการโอนเงินจำนวนมากหรือการทำธุรกรรมข้ามประเทศ วิธีนี้ช่วยให้ระบบยังสามารถใช้งานบัญชีได้ แม้คนที่ควบคุมเงินจริงอาจไม่ได้อยู่ในประเทศเดียวกับบัญชีเลยก็ตาม
รูปแบบดังกล่าวสะท้อนว่าอาชญากรรมไซเบอร์ปัจจุบันไม่ได้อาศัยแค่ “คนหลอกเก่ง” แต่พัฒนาไปสู่การใช้ระบบการเงินดิจิทัลเต็มรูปแบบ ทั้งการยืนยันตัวตนออนไลน์ การเคลื่อนย้ายเงินแบบเรียลไทม์ และการเปลี่ยนเงินสดให้กลายเป็นคริปโตหรือทรัพย์สินที่ติดตามยากขึ้น
ที่น่าสนใจคือหลายเครือข่ายไม่ได้ใช้แค่บัญชีส่วนบุคคลธรรมดา แต่เริ่มมีการใช้บริษัทบังหน้า บัญชีธุรกิจ และนิติบุคคลเข้ามาช่วยอำพรางเส้นทางเงิน ทำให้เมื่อมองจากภายนอก ธุรกรรมอาจดูเหมือนการลงทุนหรือการดำเนินธุรกิจทั่วไป ทั้งที่เบื้องหลังอาจเกี่ยวข้องกับเงินจากการหลอกลวงออนไลน์จำนวนมหาศาล
เส้นทางเงินสแกมเมอร์ไหลไปไหน ก่อนกลายเป็นทรัพย์สิน
หนึ่งในเหตุผลที่คดีเครือข่ายสแกมเมอร์ยุคใหม่ซับซ้อนกว่าเดิม คือเงินที่ได้จากการหลอกลวงไม่ได้ถูกเก็บไว้ในรูป “เงินสด” นานเหมือนอดีต แต่จะถูกรีบเปลี่ยนสภาพทันที ทั้งผ่านบัญชีหลายทอด บริษัทบังหน้า อสังหาริมทรัพย์ หุ้น หรือแม้แต่คริปโตอย่าง USDT เพื่อทำให้การตามเส้นทางเงินจริงยากขึ้นเรื่อย ๆ
สำหรับคดีที่เชื่อมโยงกับ ก๊ก อาน และเครือข่ายอื่น ๆ เจ้าหน้าที่มองว่าไม่ได้มีแค่การหลอกเหยื่อธรรมดา แต่มี “ระบบหมุนเงิน” ที่ทำงานคล้ายองค์กรธุรกิจ โดยแยกหน้าที่กันทั้งคนรับเงิน คนถือบัญชี คนจัดการบริษัท และคนถือทรัพย์สินแทนกันในหลายประเทศ
จากผู้เสียหายสู่บัญชีม้า และบริษัทบังหน้า
รูปแบบที่พบในหลายคดี เริ่มจากผู้เสียหายถูกหลอกให้โอนเงิน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนปลอม งานออนไลน์ หรือคริปโต จากนั้นเงินจะถูกส่งต่อผ่านบัญชีม้าหลายชั้น เพื่อทำให้ต้นทางและปลายทางห่างกันมากที่สุด
เมื่อเงินเริ่มกระจายจนตามยากแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการเปลี่ยนเงินเหล่านั้นให้ดู “สะอาดขึ้น” ผ่านสิ่งที่เรียกว่า Shell Company หรือบริษัทบังหน้า ซึ่งภายนอกอาจดูเหมือนบริษัททั่วไป มีธุรกิจ มีเอกสาร มีการถือหุ้น หรือมีการซื้อขายจริงบางส่วน แต่ในอีกด้านหนึ่งอาจถูกใช้เพื่อถือครองทรัพย์แทนบุคคลที่ไม่ต้องการให้ชื่อของตัวเองปรากฏโดยตรง
จุดนี้เองที่ทำให้คดีลักษณะนี้สืบสวนยาก เพราะเมื่อเงินถูกแปลงเป็น:
- หุ้น
- ที่ดิน
- คอนโด
- บริษัท
- คริปโต
- สินทรัพย์ต่างประเทศ
เส้นทางของเงินจะเริ่มไม่เหมือน “เงินจากการหลอกลวง” อีกต่อไป แต่ดูคล้ายเงินลงทุนหรือทรัพย์สินทางธุรกิจทั่วไปแทน
ในมุมของเจ้าหน้าที่ ปัญหาไม่ได้อยู่แค่การหาว่าใครเป็นเจ้าของบัญชี แต่คือการพิสูจน์ว่า “ใครเป็นผู้ได้ประโยชน์ตัวจริง” เพราะหลายครั้งชื่อในเอกสารอาจไม่ใช่คนที่ควบคุมเงินจริงเลยก็ได้
ทำไมอสังหาริมทรัพย์ คริปโต และหุ้น มักถูกใช้ในคดีฟอกเงิน?
เมื่อพูดถึงการฟอกเงิน หลายคนอาจยังนึกถึงกระเป๋าเงินสดหรือธุรกิจสีเทาแบบเก่า แต่ในความเป็นจริง อาชญากรรมไซเบอร์ยุคใหม่เริ่มใช้สินทรัพย์ที่ “ดูถูกกฎหมาย” มากขึ้น เพราะช่วยอำพรางที่มาของเงินได้ดีกว่าเดิมมาก
อสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในตัวเลือกยอดนิยม เพราะสามารถใช้เงินจำนวนมากซื้อได้ในครั้งเดียว และหากถือผ่านบริษัทหรือนอมินี ก็จะยิ่งตามตัวผู้ถือผลประโยชน์จริงได้ยากขึ้น ส่วนหุ้นและหลักทรัพย์ก็มีข้อดีตรงที่สามารถโยกย้ายมูลค่าได้โดยไม่ต้องถือเงินสดโดยตรง
ด้านสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง USDT หรือคริปโต กลายเป็นจุดที่หลายหน่วยงานทั่วโลกจับตามองหนักขึ้น เพราะสามารถโอนข้ามประเทศได้เร็ว ใช้ตัวกลางน้อย และบางกรณียังช่วยลดร่องรอยของผู้ถือเงินจริงได้อีกด้วย
ในคดีนี้ ปปง. และหน่วยงานต่างประเทศพบรูปแบบที่คล้ายกันหลายจุด คือ:
- นำเงินจากการหลอกลวงเข้าสู่บัญชีหลายทอด
- เปลี่ยนเป็นคริปโต
- โอนผ่านกระเป๋าดิจิทัล
- กระจายไปยังบริษัทหรือทรัพย์สินในหลายประเทศ
สิ่งที่น่าสนใจคือโลกอาชญากรรมไซเบอร์ยุคใหม่เริ่มคล้าย “ระบบการเงินเงา” มากขึ้นทุกที เพราะไม่ได้ใช้แค่คนถือเงินสด แต่ใช้ทั้งเทคโนโลยี การลงทุน และโครงสร้างธุรกิจจริงเข้ามาช่วยปกปิดเส้นทางเงิน
และนี่เองที่ทำให้หลายประเทศเริ่มมองว่า การต่อสู้กับสแกมเมอร์วันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แต่คือการไล่ตามเครือข่ายการเงินระดับข้ามชาติที่ซ่อนอยู่หลังฉากทั้งหมด
ก๊ก อาน เฉิน จื้อ ยิม เลียก เบน สมิธ เกี่ยวกันอย่างไร?
หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้คนอ่านสับสนกับคดีนี้ คือมีชื่อบุคคลหลายคนโผล่ขึ้นมาพร้อมกัน ทั้ง ก๊ก อาน, เฉิน จื้อ, ยิม เลียก และ เบน สมิธ จนหลายคนเริ่มแยกไม่ออกว่าใครทำหน้าที่อะไร และเกี่ยวข้องกันในระดับไหนกันแน่
ในมุมของเจ้าหน้าที่ คดีนี้ไม่ได้ถูกมองเป็น “คดีของคนคนเดียว” แต่เป็นเครือข่ายที่มีทั้งนักธุรกิจ คนถือทรัพย์ บริษัท และกลุ่มที่เชื่อมโยงกับธุรกรรมข้ามประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องพร้อมกัน โดยแต่ละคนอาจมีบทบาทต่างกัน ทั้งด้านพื้นที่ปฏิบัติการ การเงิน การลงทุน หรือการเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน
แต่ละคนมีบทบาทคนละส่วนในเครือข่ายที่ถูกตรวจสอบ
หากมองแบบง่ายที่สุด ก๊ก อาน ถูกพูดถึงในฐานะผู้มีอิทธิพลและเจ้าของพื้นที่ธุรกิจสำคัญในกัมพูชา โดยเฉพาะบริเวณปอยเปตและคาสิโนชายแดนที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับศูนย์สแกมเมอร์และบัญชีม้า
ส่วน เฉิน จื้อ หรือ Chen Zhi ถูกเชื่อมโยงกับกลุ่ม Prince Group และถูกหลายประเทศตรวจสอบเรื่องฟอกเงิน การค้ามนุษย์ และการหลอกลงทุนผ่านคริปโต โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนเงินผิดกฎหมายให้กลายเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลและธุรกิจข้ามชาติ
ด้าน ยิม เลียก ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับเส้นทางธุรกรรมทางการเงินจำนวนมหาศาล ผ่านเครือข่ายบริษัท B.I.C. Group และระบบธุรกิจที่เชื่อมโยงกับบัญชีหลายทอด ขณะที่ เบน สมิธ ถูกกล่าวถึงในฐานะนักธุรกิจต่างชาติที่มีความใกล้ชิดกับเครือข่ายดังกล่าว และถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องการทำธุรกิจที่อาจเปิดช่องให้เกิดการฟอกเงิน
จุดสำคัญคือ แม้แต่ละคนจะมีบทบาทต่างกัน แต่สิ่งที่หน่วยงานไทยและต่างประเทศพยายามตรวจสอบ คือ “เส้นทางความเชื่อมโยง” ระหว่างบุคคล บริษัท และทรัพย์สิน ว่ามีจุดใดที่สัมพันธ์กันในลักษณะเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติหรือไม่
ในอีกมุมหนึ่ง สิ่งที่ทำให้คดีนี้ถูกจับตามองหนัก คือหลายชื่อไม่ได้เป็นเพียงนักธุรกิจธรรมดา แต่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่ การเมือง หรือโครงสร้างเศรษฐกิจชายแดน ทำให้แรงกระเพื่อมของคดีไม่ได้หยุดแค่เรื่องอาชญากรรมออนไลน์ แต่ลามไปถึงภาพลักษณ์ระดับประเทศด้วย
ทำไมคดีนี้จึงไม่ใช่แค่คดีบุคคล แต่เป็นเครือข่ายข้ามชาติ
หากดูจากรูปแบบการทำงาน จะเห็นว่าคดีนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ในประเทศเดียว เพราะมีทั้ง:
- เหยื่อในหลายประเทศ
- บัญชีธนาคารหลายสกุลเงิน
- บริษัทในหลายพื้นที่
- คริปโตที่โอนข้ามประเทศ
- และทรัพย์สินกระจายอยู่หลายเมือง
นี่คือเหตุผลที่ทั้งไทย สหรัฐฯ สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน และอังกฤษ เริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบทรัพย์สินและเส้นทางเงินของเครือข่ายเหล่านี้พร้อมกัน
ในอดีต การฟอกเงินอาจใช้วิธีถือเงินสดหรือธุรกิจบังหน้าในประเทศเดียว แต่โลกยุคดิจิทัลทำให้เครือข่ายสามารถย้ายเงินจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศได้แทบจะทันที ผ่านทั้งธนาคาร คริปโต และนิติบุคคลหลายชั้น จนการตรวจสอบต้องอาศัยความร่วมมือระดับนานาชาติ
สิ่งที่น่าจับตาคือหลายหน่วยงานเริ่มมองว่า “สแกมเมอร์” ยุคใหม่ไม่ได้เป็นแค่แก๊งหลอกคอลเซ็นเตอร์อีกต่อไป แต่เริ่มมีโครงสร้างคล้ายธุรกิจจริง มีระบบการเงิน มีการลงทุน และมีการจัดการทรัพย์สินแบบมืออาชีพ ซึ่งทำให้คดีประเภทนี้ซับซ้อนและสร้างความเสียหายได้มหาศาลในเวลาเดียวกัน
และนี่เองที่ทำให้ชื่อของ ก๊ก อาน ไม่ได้ถูกพูดถึงแค่ในฐานะนักธุรกิจหรือเจ้าของคาสิโน แต่กลายเป็นหนึ่งในชื่อที่ถูกเชื่อมโยงกับภาพของเครือข่ายทุนสีเทาและอาชญากรรมไซเบอร์ระดับภูมิภาคอย่างเต็มตัว
สหรัฐฯ คว่ำบาตร ก๊ก อาน เกี่ยวกับการยึดทรัพย์ในไทยไหม?
อีกจุดที่ทำให้คดีของ ก๊ก อาน ถูกจับตามองหนักขึ้น คือการที่สหรัฐอเมริกาเริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง ผ่านมาตรการคว่ำบาตรและการตรวจสอบเครือข่ายสแกมเมอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งทำให้เรื่องนี้ไม่ได้ถูกมองเป็นแค่ “คดีในประเทศ” อีกต่อไป แต่กลายเป็นประเด็นระดับนานาชาติที่หลายหน่วยงานกำลังร่วมกันไล่เส้นทางเงิน
แม้การยึดและอายัดทรัพย์ในไทยจะเป็นกระบวนการตามกฎหมายของไทยเอง แต่ข้อมูลจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และหน่วยงานด้านการเงินระดับโลก ก็เริ่มถูกนำมาเชื่อมโยงในการสืบสวนมากขึ้น เพราะหลายเส้นทางเงินเกี่ยวข้องกับคริปโต บริษัทต่างประเทศ และเหยื่อที่อยู่คนละประเทศกันทั้งหมด
OFAC กล่าวหาอะไร และทำไม Tether ถึงอายัดคริปโต
หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญ คือการที่สำนักงานควบคุมสินทรัพย์ต่างประเทศของสหรัฐฯ หรือ OFAC ประกาศคว่ำบาตร ก๊ก อาน และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง โดยกล่าวหาว่าใช้ความสัมพันธ์ทางการเมืองและอิทธิพลในพื้นที่ เพื่อปกป้องหรือเอื้อให้เครือข่ายสแกมเมอร์สามารถดำเนินงานได้
สิ่งที่น่าสนใจคือข้อกล่าวหาไม่ได้พูดแค่เรื่อง “หลอกเงิน” แบบทั่วไป แต่รวมถึง:
- การหลอกลงทุนคริปโต
- การใช้แรงงานบังคับ
- การค้ามนุษย์
- การดำเนินศูนย์สแกมเมอร์
- การฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล
อีกจุดที่ถูกพูดถึงมาก คือกรณีบริษัท Tether อายัดคริปโตมูลค่ากว่า 344 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.12 หมื่นล้านบาท ซึ่งถูกเชื่อมโยงกับเครือข่ายหลอกลงทุนออนไลน์และธุรกรรมต้องสงสัย (24 เมษายน 2026) [3]
เรื่องนี้สะท้อนว่าคริปโตในปัจจุบันไม่ได้อยู่นอกระบบการตรวจสอบเหมือนช่วงแรก ๆ อีกต่อไป เพราะเมื่อหน่วยงานรัฐและบริษัทเทคโนโลยีเริ่มร่วมมือกันมากขึ้น การติดตามกระเป๋าเงินดิจิทัลก็เริ่มทำได้จริงมากกว่าเดิม
ในหลายรายงาน สหรัฐฯ ยังพูดถึงรูปแบบที่เรียกว่า “Pig Butchering Scam” หรือที่หลายคนเรียกกันว่า “หลอกเชือดหมู” ซึ่งเป็นการสร้างความสัมพันธ์กับเหยื่อก่อนชักชวนลงทุนคริปโต และสุดท้ายหลอกให้โอนเงินจำนวนมากจนสูญเสียทั้งหมด วิธีนี้กลายเป็นหนึ่งในรูปแบบสแกมที่สร้างความเสียหายสูงที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
แรงกดดันจากต่างประเทศทำให้คดีนี้ขยายเร็วขึ้นอย่างไร?
หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ หลายคดีสแกมเมอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มักถูกมองเป็นปัญหาภายในประเทศ แต่เมื่อเริ่มมีเหยื่อจากสหรัฐฯ ยุโรป และหลายประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง แรงกดดันระดับนานาชาติก็เริ่มเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
คดีนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของตำรวจไทยหรือ ปปง. เท่านั้น แต่ยังมีข้อมูลจากหน่วยงานต่างประเทศ เช่น FBI หรือหน่วยงานด้านการเงินระหว่างประเทศ ที่เริ่มแชร์ข้อมูลเส้นทางเงินและธุรกรรมข้ามประเทศร่วมกัน
ผลที่เกิดขึ้นคือการสืบสวนเริ่มเร็วและกว้างกว่าเดิม เพราะเมื่อประเทศหนึ่งพบกระเป๋าคริปโต บัญชีบริษัท หรือทรัพย์สินต้องสงสัย ข้อมูลเหล่านั้นสามารถถูกส่งต่อให้หลายประเทศช่วยตรวจสอบต่อได้ทันที
อีกด้านหนึ่ง สิ่งที่ทำให้คดีนี้ถูกพูดถึงมาก คือภาพของ “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” เริ่มถูกต่างชาติมองว่าเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของเครือข่ายสแกมเมอร์ระดับโลก โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่มีทั้งคาสิโน เมืองเศรษฐกิจพิเศษ และโครงสร้างธุรกิจที่ซับซ้อน ซึ่งเอื้อต่อการเคลื่อนย้ายเงินและการซ่อนตัวของเครือข่ายอาชญากรรม
เมื่อแรงกดดันจากต่างประเทศเริ่มมากขึ้น หลายประเทศจึงเริ่มขยับพร้อมกัน ทั้งการคว่ำบาตร การอายัดทรัพย์ การติดตามคริปโต และการขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทำให้คดีของ ก๊ก อาน กลายเป็นมากกว่าคดีข่าวทั่วไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของการไล่ล่าเครือข่ายสแกมเมอร์ระดับภูมิภาคในยุคดิจิทัลไปแล้ว
ก๊ก อาน โดนยึดทรัพย์แล้ว แปลว่าผิดแล้วหรือยัง?
หลังเห็นข่าวยึดและอายัดทรัพย์ หลายคนมักเข้าใจทันทีว่าเจ้าของทรัพย์ “ผิดแล้วแน่นอน” แต่ในความเป็นจริง กระบวนการยึดทรัพย์ในคดีฟอกเงินและอาชญากรรมทางการเงิน ยังมีขั้นตอนทางกฎหมายอีกหลายส่วน และไม่ได้เท่ากับคำพิพากษาสุดท้ายในคดีอาญาเสมอไป
จุดนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะคดีลักษณะนี้มักมีทั้งการสอบสวนเรื่องเส้นทางเงิน การพิสูจน์ความเป็นเจ้าของทรัพย์ และการตรวจสอบว่าทรัพย์สินนั้นเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดจริงหรือไม่ ทำให้คำว่า “อายัดทรัพย์” กับ “ตัดสินว่าผิด” ยังเป็นคนละขั้นตอนกัน
ยึดทรัพย์กับอายัดทรัพย์ต่างกันอย่างไร?
ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน ปปง. มีอำนาจในการ “ยึด” หรือ “อายัด” ทรัพย์สินชั่วคราว หากพบเหตุอันควรเชื่อว่าทรัพย์เหล่านั้นอาจเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด เช่น เงินจากสแกมเมอร์ การหลอกลงทุน หรือเส้นทางฟอกเงินข้ามชาติ
คำว่า “อายัดทรัพย์” ส่วนใหญ่หมายถึงการสั่งระงับไม่ให้มีการโอน ขาย หรือเคลื่อนย้ายทรัพย์ในช่วงที่กำลังตรวจสอบ เพื่อป้องกันไม่ให้ทรัพย์ถูกยักย้ายออกไปก่อน ส่วน “ยึดทรัพย์” จะมีความเข้มข้นมากกว่า เพราะเป็นการเข้าควบคุมทรัพย์สินตามขั้นตอนกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนเหล่านี้ยังไม่ใช่คำตัดสินสุดท้ายว่าเจ้าของทรัพย์มีความผิดทางอาญา เพราะในทางกฎหมาย เจ้าของทรัพย์ยังมีสิทธิพิสูจน์ว่า:
- ทรัพย์ได้มาถูกต้อง
- ไม่เกี่ยวข้องกับคดี
- หรือไม่มีส่วนรู้เห็นกับการกระทำผิด
นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายคดีใช้เวลายาวนาน เพราะแม้เจ้าหน้าที่จะพบเส้นทางการเงินผิดปกติ แต่สุดท้ายศาลยังต้องพิจารณาพยาน หลักฐาน และความเชื่อมโยงทั้งหมดอีกครั้ง
ในมุมของรัฐ การใช้มาตรการยึดและอายัดทรัพย์ถูกมองว่าเป็น “การตัดวงจรการเงิน” ของเครือข่ายอาชญากรรม เพราะหากปล่อยให้เงินยังเคลื่อนย้ายได้ เครือข่ายก็อาจยังดำเนินกิจกรรมต่อหรือย้ายทรัพย์ออกนอกประเทศได้ทันที
เจ้าของทรัพย์ยังมีสิทธิพิสูจน์อะไรบ้าง?
แม้ ปปง. จะสามารถอายัดทรัพย์ได้ แต่เจ้าของทรัพย์ยังมีสิทธิตามกฎหมายในการชี้แจงและยื่นหลักฐานเพื่อพิสูจน์ที่มาของทรัพย์สิน ว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินหรืออาชญากรรมตามที่ถูกกล่าวหา
ในหลายกรณี หากสามารถแสดงเอกสารทางการเงิน เส้นทางรายได้ หรือหลักฐานธุรกิจที่ตรวจสอบได้ ศาลอาจพิจารณาเพิกถอนการอายัดบางส่วน หรือคืนทรัพย์ให้เจ้าของได้เช่นกัน
อีกด้านหนึ่ง หากท้ายที่สุดศาลเห็นว่าทรัพย์สินเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดจริง ทรัพย์เหล่านั้นอาจถูกนำเข้าสู่กระบวนการขายทอดตลาด หรือใช้ในกระบวนการชดเชยผู้เสียหายต่อไป ซึ่งเป็นเหตุผลที่หลายหน่วยงานพยายามเร่งติดตามเส้นทางเงินในคดีสแกมเมอร์ เพราะความเสียหายจำนวนมากเกิดกับประชาชนทั่วไปโดยตรง
สิ่งที่น่าสนใจคือคดีลักษณะนี้เริ่มสะท้อนแนวคิดใหม่ของการปราบอาชญากรรมไซเบอร์ นั่นคือ “ตามเงินมากกว่าตามคน” เพราะต่อให้จับผู้กระทำผิดได้ แต่หากเงินยังถูกซ่อนหรือย้ายออกไป เครือข่ายก็อาจกลับมาทำงานต่อได้อีกในอนาคต
และนี่เองที่ทำให้การยึดทรัพย์ในคดีของ ก๊ก อาน ถูกมองว่าไม่ใช่แค่การดำเนินคดีกับบุคคล แต่เป็นความพยายามตัดระบบการเงินของเครือข่ายที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ข้ามชาติทั้งหมดด้วยเช่นกัน
สรุป ทำไม ก๊ก อาน โดนยึดทรัพย์ และเรื่องนี้สะเทือนอะไร?
สุดท้ายแล้ว เหตุผลที่ ก๊ก อาน ถูกยึดและอายัดทรัพย์ ไม่ได้เกิดจากเรื่องคาสิโนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากข้อกล่าวหาเรื่องความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ การฟอกเงิน บัญชีม้า และการเคลื่อนย้ายเงินผ่านบริษัท รวมถึงสินทรัพย์ดิจิทัลในหลายประเทศ
สิ่งที่ทำให้คดีนี้ถูกจับตาหนัก คือมันไม่ได้มีแค่ “คนหลอกออนไลน์” แต่มีทั้งโครงสร้างธุรกิจ พื้นที่ปฏิบัติการ ระบบการเงิน และเครือข่ายที่ซับซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง จนหลายหน่วยงานมองว่าเป็นอาชญากรรมไซเบอร์ระดับองค์กร มากกว่าการฉ้อโกงทั่วไปแบบในอดีต
คำตอบสั้นคือเส้นเงินโยงสแกมเมอร์และการฟอกเงิน
หากสรุปให้สั้นที่สุด คดีนี้เริ่มจากการตามเส้นทางเงินของผู้เสียหายที่ถูกหลอกออนไลน์ ก่อนพบความเชื่อมโยงไปยังบัญชีม้า บริษัทบังหน้า และทรัพย์สินหลายประเภท ทั้งในไทยและต่างประเทศ
จากนั้นการสืบสวนจึงเริ่มขยายไปยังบุคคลที่ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับโครงสร้างทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้ดูแลพื้นที่ ผู้ถือทรัพย์ ผู้ควบคุมธุรกรรม หรือเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับการฟอกเงินผ่านคริปโตและอสังหาริมทรัพย์
แม้หลายส่วนยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย และยังไม่ใช่คำพิพากษาสุดท้าย แต่สิ่งที่เห็นชัดคือหน่วยงานไทยและต่างประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับการ “ตัดวงจรการเงิน” ของเครือข่ายสแกมเมอร์มากขึ้นกว่าเดิม เพราะโลกอาชญากรรมไซเบอร์วันนี้ไม่ได้ใช้แค่โทรศัพท์หรือบัญชีปลอม แต่ใช้ทั้งระบบธุรกิจและการเงินจริงเข้ามาช่วยซ่อนตัว
สิ่งที่คดีนี้สะท้อนคือปัญหาทุนสีเทาข้ามพรมแดน
อีกด้านหนึ่ง คดีของ ก๊ก อาน สะท้อนภาพที่หลายประเทศเริ่มกังวลร่วมกัน นั่นคือการเติบโตของ “ทุนสีเทาข้ามพรมแดน” ที่เชื่อมทั้งคาสิโน คริปโต บริษัทบังหน้า และเครือข่ายออนไลน์เข้าด้วยกัน
ในอดีต การฟอกเงินอาจต้องใช้เงินสดหรือธุรกิจเถื่อนแบบตรงไปตรงมา แต่ปัจจุบัน เงินสามารถถูกเปลี่ยนเป็น:
- หุ้น
- คริปโต
- อสังหาริมทรัพย์
- บริษัทข้ามชาติ
- หรือทรัพย์สินดิจิทัล
ได้ภายในเวลาไม่นาน ทำให้การตรวจสอบยากขึ้นมาก และเมื่อเครือข่ายเหล่านี้ทำงานข้ามประเทศ การจัดการก็ไม่ใช่หน้าที่ของประเทศใดประเทศหนึ่งอีกต่อไป
เรื่องที่ควรรู้ ก่อนเลื่อนผ่าน คือคดีนี้อาจไม่ใช่จุดจบของเครือข่ายสแกมเมอร์ในภูมิภาค แต่เป็นเพียงภาพหนึ่งของสงครามระหว่างรัฐกับอาชญากรรมไซเบอร์ยุคใหม่ ที่ทั้งสองฝ่ายต่างใช้เทคโนโลยี การเงิน และโครงสร้างธุรกิจเข้ามาแข่งขันกันเต็มรูปแบบแล้วในวันนี้
- Tags: ความรู้ทั่วไป
แหล่งอ้างอิง


