
เทศกาล กับการใช้เงินของคนไทย เมื่อความสุขมาคู่บิลที่ต้องจ่าย
- Spawn
- 42 views
เทศกาล กับการใช้เงินของคนไทย นี่คือช่วงเวลาที่คนไทยใช้เงินมากขึ้นจริง โดยเฉพาะปีใหม่และสงกรานต์ที่มีทั้งการเดินทาง สังสรรค์ ซื้อของขวัญ และให้รางวัลตัวเอง ส่งผลให้เกิดเงินสะพัดระดับแสนล้านบาท เช่น ปีใหม่ 2569 คาดว่าแตะ 111,609 ล้านบาท แต่ในความคึกคักนี้ก็มาพร้อมความเสี่ยงด้านหนี้ หากไม่มีการวางแผนล่วงหน้า
- เทศกาลทำให้คนไทยใช้เงินมากขึ้นจริงไหม?
- คนไทยใช้เงินกับอะไรบ้างในช่วงเทศกาล?
- ทำไมคนไทยเริ่มเปย์ตัวเองมากขึ้นในช่วงเทศกาล?
- เทศกาลแต่ละแบบ ทำให้คนไทยใช้เงินต่างกันยังไง?
- การจ่ายเงินยุคดิจิทัล ทำให้เงินไหลง่ายขึ้นไหม?
- วิธีคุมค่าใช้จ่ายช่วงเทศกาล แบบไม่ทำลายความสุข
เทศกาลทำให้คนไทยใช้เงินมากขึ้นจริงไหม?
คำตอบคือ “จริง” และไม่ได้เพิ่มแบบเล็กน้อย แต่เพิ่มในระดับที่มีผลต่อทั้งพฤติกรรมคนและภาพรวมเศรษฐกิจ โดยข้อมูลช่วงปีใหม่ 2568–2569 ชี้ว่าเงินสะพัดอยู่ในช่วงประมาณ 109,313–111,609 ล้านบาท และยังเติบโตต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะไม่ได้ฟื้นตัวเต็มที่ก็ตาม นั่นหมายความว่า “เทศกาล” มีแรงดึงดูดในการใช้เงินมากกว่าสภาพเศรษฐกิจบางช่วงเสียอีก
ถ้าดูพฤติกรรมลึกลงไป จะเห็นว่าการใช้เงินช่วงนี้ไม่ได้เกิดจากความจำเป็นเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “บริบทของช่วงเวลา” เช่น วันหยุดยาว การรวมตัวของครอบครัว หรือแม้แต่กิจกรรมที่เกิดขึ้นเฉพาะเทศกาล ทำให้ค่าใช้จ่ายหลายอย่างถูกปลดล็อกพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง ค่ากิน ค่าของขวัญ หรือค่าประสบการณ์ใหม่ ๆ
ที่น่าสนใจคือ แม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้เงินมากขึ้นจากค่าครองชีพ แต่กลับยัง “ยอมจ่าย” ในช่วงเทศกาล เพราะมองว่าเป็นช่วงเวลาที่ควรใช้ชีวิตหรือให้รางวัลตัวเอง ซึ่งกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เงินยังหมุนในระบบ แม้รายได้จะไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม
เงินสะพัดช่วงปีใหม่บอกอะไรเกี่ยวกับกำลังซื้อ
เงินสะพัดช่วงปีใหม่ไม่ได้สะท้อนแค่ “คนมีเงินมากขึ้น” แต่สะท้อนว่า “คนเลือกใช้เงินในช่วงเวลาที่มีความหมาย” มากกว่า โดยปีใหม่ 2569 ที่คาดว่าจะมีเงินหมุนเวียนกว่า 111,609 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 2% จากปีก่อน แสดงให้เห็นว่ากำลังซื้อยังไม่หายไป แต่ถูกใช้อย่างมีจังหวะมากขึ้น
อีกมุมหนึ่ง ตัวเลขการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนก็ชี้ชัดว่า สินค้าฟุ่มเฟือยยังคงเป็นหมวดที่คนไทยยอมจ่ายสูง เช่น ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยด้านสินค้าฟุ่มเฟือยแตะระดับประมาณ 19,828.78 บาทต่อคน ซึ่งสูงกว่าหมวดอื่นอย่างชัดเจน นี่สะท้อนว่า “ความสุขส่วนตัว” กลายเป็นแรงขับหลักของการใช้เงินช่วงเทศกาล
นอกจากนี้ ช่องทางการใช้เงินก็เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยการจ่ายผ่าน QR Code และ Mobile Banking มีสัดส่วนสูงถึง 51.5% แซงเงินสดที่อยู่ราว 40.3% ซึ่งหมายความว่า การใช้เงินในยุคนี้ “ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และคิดน้อยลง” ส่งผลให้เงินไหลออกจากกระเป๋าได้ไวกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว (26 ธันวาคม 2025) [1]
ทำไมบางเทศกาลใช้เงินสูงกว่าช่วงปกติ
เหตุผลที่เทศกาลทำให้คนใช้เงินมากกว่าปกติ ไม่ได้มาจากแค่ “มีเวลาว่าง” แต่เป็นเพราะหลายปัจจัยเกิดขึ้นพร้อมกันในช่วงเดียว เช่น การเดินทางกลับบ้าน การซื้อของฝาก การจัดเลี้ยง หรือแม้แต่การซื้อเสื้อผ้าใหม่เพื่อเข้ากับบรรยากาศเทศกาล ซึ่งทั้งหมดนี้รวมกันจนกลายเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่โดยไม่รู้ตัว
ยิ่งไปกว่านั้น เทศกาลยังมาพร้อมกับ “แรงกดดันทางสังคม” เช่น การต้องให้ของขวัญ การต้องเข้าร่วมกิจกรรม หรือการไม่อยากตกกระแส ซึ่งทำให้หลายคนยอมใช้เงินมากขึ้น แม้จะไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานที่มีรายได้จำกัดแต่ต้องรักษาความสัมพันธ์ทางสังคม
อีกปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้คือ “โปรโมชั่นตามเทศกาล” ไม่ว่าจะเป็นลดราคา Flash Sale หรือแพ็กเกจท่องเที่ยว ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการซื้อแบบใช้อารมณ์ (Impulse Buying) มากกว่าความจำเป็น เมื่อรวมกับระบบจ่ายเงินที่สะดวกขึ้น จึงไม่แปลกที่ค่าใช้จ่ายช่วงเทศกาลจะพุ่งสูงกว่าปกติอย่างชัดเจน
คนไทยใช้เงินกับอะไรบ้างในช่วงเทศกาล?
คำตอบคือ คนไทยไม่ได้ใช้เงินแค่ “อย่างใดอย่างหนึ่ง” แต่เป็นการใช้เงินแบบกระจายหลายหมวดพร้อมกัน ทั้งการเดินทาง ของขวัญ สังสรรค์ ชอปปิง และทำบุญ ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วทำให้ค่าใช้จ่ายพุ่งสูงแบบรู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง โดยข้อมูลหลายแหล่งชี้ตรงกันว่า หมวดหลักยังคงวนอยู่ใน 4–5 กลุ่มเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือ “จำนวนเงินต่อหมวด” ที่สูงขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงหลัง
ถ้ามองในเชิงพฤติกรรม จะเห็นว่าเทศกาลเป็นช่วงที่ “ข้ออ้างในการใช้เงิน” ถูกเปิดกว้างขึ้น เช่น ปกติอาจไม่ซื้อของแพง แต่ช่วงปีใหม่ซื้อได้เพราะถือว่าให้รางวัลตัวเอง หรือปกติไม่กินร้านแพง แต่ช่วงนี้ยอมจ่ายเพราะเป็นโอกาสพิเศษ สิ่งเหล่านี้ทำให้ค่าใช้จ่ายไม่ได้เพิ่มแค่ปริมาณ แต่เพิ่มในเชิงคุณภาพ (ราคาต่อชิ้น) ด้วย
และที่สำคัญคือ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแยกกัน แต่เกิด “ซ้อนกัน” เช่น ไปเที่ยว = ต้องจ่ายค่าที่พัก + ค่าเดินทาง + ค่าอาหาร + ค่าชอปปิง + ของฝาก จึงทำให้เงินไหลออกเร็วแบบที่หลายคนมารู้ตัวอีกทีตอนดูยอดบัญชีหลังเทศกาลจบ
ค่าเดินทาง ของขวัญ สังสรรค์ และทำบุญ คือรายจ่ายหลัก
หากแยกให้ชัด รายจ่ายช่วงเทศกาลของคนไทยสามารถแบ่งเป็นหมวดหลักได้ประมาณนี้ และแทบทุกคนจะเจออย่างน้อย 2–3 หมวดพร้อมกัน:
- ค่าเดินทางและท่องเที่ยว
ทั้งค่าน้ำมัน ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก รวมถึงค่าทางด่วนและค่าเตรียมรถ ซึ่งช่วงเทศกาลอย่างสงกรานต์มีข้อมูลว่าค่าใช้จ่ายอาจเพิ่มขึ้น 30–50% เมื่อเทียบกับเดือนปกติ (15 เมษายน 2025) [2] - ของขวัญและของฝาก
ตั้งแต่ของจับฉลาก ของฝากญาติ ไปจนถึงแต๊ะเอียช่วงตรุษจีน ซึ่งบางปีค่าใช้จ่ายส่วนนี้กลายเป็นหนึ่งในตัวแปรหลักที่ทำให้งบบาน - สังสรรค์และกิจกรรมทางสังคม
ค่าอาหาร ร้านอาหาร ปาร์ตี้ หรือแม้แต่ค่าเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นหมวดที่ “ควบคุมยาก” เพราะมักเกิดจากการชวนกันแบบไม่ได้วางแผน - การทำบุญและประเพณี
เช่น สังฆทาน ผ้าไตร หรือร่วมทำบุญตามวัด ซึ่งแม้แต่ละครั้งจะดูไม่มาก แต่เมื่อรวมหลายกิจกรรมก็กลายเป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญ - สินค้าฟุ่มเฟือยและของใช้ส่วนตัว
โดยเฉพาะปีใหม่ที่มีข้อมูลว่า ค่าใช้จ่ายด้านนี้เฉลี่ยสูงถึงประมาณ 19,828.78 บาทต่อคน ซึ่งสะท้อนพฤติกรรม “ซื้อเพื่อความรู้สึก” มากกว่าความจำเป็น
จุดสำคัญคือ หมวดเหล่านี้ไม่ได้มีปัญหาในตัวมันเอง แต่ปัญหาเกิดเมื่อ “ไม่มีการกำหนดเพดาน” ทำให้ทุกหมวดถูกใช้เต็มที่พร้อมกัน
รายจ่ายแฝงที่ทำให้งบบานโดยไม่รู้ตัว
สิ่งที่ทำให้หลายคนรู้สึกว่า “ไม่ได้ใช้เงินเยอะ แต่เงินหายไปไหนหมด” มักไม่ใช่รายจ่ายหลัก แต่คือรายจ่ายแฝงที่สะสมแบบเงียบ ๆ ตลอดช่วงเทศกาล
ตัวอย่างรายจ่ายแฝงที่เจอบ่อย:
- ค่าทางด่วน / ค่าที่จอดรถ / ค่าทริปย่อย
จ่ายครั้งละไม่มาก แต่เกิดหลายรอบ โดยเฉพาะช่วงเดินทาง - ค่าอาหารจุกจิก / คาเฟ่ / เดลิเวอรี่
วันละไม่กี่ร้อย แต่หลายวันติดกันกลายเป็นหลักพันได้ง่าย - ค่าเสื้อผ้า / ของตกแต่ง / ของใช้เฉพาะเทศกาล
ซื้อเพราะ “อยากอินกับบรรยากาศ” มากกว่าความจำเป็นจริง - ค่า Service Charge / ภาษี / ทิป
มักไม่ถูกคิดตอนตัดสินใจ แต่ถูกบวกเพิ่มตอนจ่ายจริง - ค่าแอป / ค่าธรรมเนียม / ค่าชำระผ่านระบบ
เช่น ค่าธรรมเนียมตั๋ว หรือค่าบริการที่ถูกบวกอัตโนมัติ
สิ่งที่น่าสนใจคือ รายจ่ายแฝงเหล่านี้ไม่ได้ทำให้รู้สึก “เจ็บ” ตอนจ่าย เพราะเป็นจำนวนเล็ก แต่เมื่อรวมกันแล้ว อาจกินงบถึง 20–30% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดโดยไม่รู้ตัว
และนี่คือจุดที่เชื่อมกับพฤติกรรมยุคใหม่ เพราะเมื่อการจ่ายเงินผ่าน QR Code หรือ Mobile Banking ทำได้ง่ายขึ้น ความรู้สึก “เงินกำลังหาย” จะลดลง ส่งผลให้รายจ่ายแฝงเหล่านี้เกิดบ่อยและเร็วกว่าเดิม
ทำไมคนไทยเริ่มเปย์ตัวเองมากขึ้นในช่วงเทศกาล?
คำตอบสั้น ๆ คือ “เทศกาลกลายเป็นข้ออ้างที่ยอมรับได้ในการใช้เงินเพื่อตัวเอง” โดยข้อมูลช่วงปีใหม่ 2568 พบว่าคนไทยกว่า 63.3% ใช้จ่ายเพื่อตัวเองมากขึ้น และเกือบครึ่งมีการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยเป็นรางวัลให้ตัวเองเฉลี่ยราว 15,863 บาท ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในรอบหลายปี นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องของ “อารมณ์และความรู้สึก” ที่เข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อน (14 มกราคม 2025) [3]
ในมุมหนึ่ง การเปย์ตัวเองไม่ได้แปลว่าฟุ่มเฟือยเสมอไป แต่เป็นการชดเชยความเหนื่อยล้าจากทั้งปี เช่น การทำงานหนัก ความเครียด หรือความกดดันทางเศรษฐกิจ ทำให้เทศกาลกลายเป็นช่วงเวลาที่หลายคนรู้สึกว่า “ขอให้ตัวเองบ้างก็ไม่ผิด” และนั่นทำให้การใช้เงินช่วงนี้มีความหมายมากกว่าปกติ
แต่ในอีกมุมหนึ่ง พฤติกรรมนี้ก็มีความเสี่ยง เพราะเมื่อการใช้เงินถูกผูกกับความรู้สึก เช่น ความสุขหรือการปลอบใจตัวเอง มันจะทำให้การตัดสินใจใช้เงิน “หลุดจากเหตุผล” ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีโปรโมชั่นหรือบรรยากาศเทศกาลเข้ามาเสริมแรง
Self-Reward เมื่อเทศกาลกลายเป็นรางวัลหลังปีหนัก ๆ
Self-Reward หรือ “การให้รางวัลตัวเอง” กลายเป็นหนึ่งในพฤติกรรมหลักของคนไทยยุคใหม่ โดยเฉพาะในช่วงปีใหม่ที่มีการใช้จ่ายเพื่อสินค้าฟุ่มเฟือยสูงถึงเกือบ 20,000 บาทต่อคนในบางกลุ่ม ซึ่งสะท้อนว่า คนไม่ได้ซื้อเพราะจำเป็น แต่ซื้อเพราะ “อยากรู้สึกดีขึ้น”
ถ้ามองลึกลงไป พฤติกรรมนี้มีพื้นฐานจากจิตวิทยาที่เรียกว่า “Delayed Gratification” หรือการอดทนรอความสุข แล้วค่อยปล่อยออกมาในช่วงเวลาที่เหมาะสม เช่น ทำงานมาทั้งปี → ถึงเวลาพัก → ใช้เงินเพื่อให้รางวัลตัวเอง ซึ่งเทศกาลคือช่วงเวลาที่สมบูรณ์แบบสำหรับวงจรนี้
และยิ่งปีไหนที่เศรษฐกิจไม่ดี หรือคนรู้สึกเครียดมาก พฤติกรรมนี้จะยิ่งแรงขึ้น เพราะคนต้องการ “เติมพลังทางใจ” มากกว่าปกติ นี่คือเหตุผลที่แม้รายได้ไม่เพิ่ม แต่ค่าใช้จ่ายช่วงเทศกาลกลับยังสูงขึ้นได้
สินค้าฟุ่มเฟือยกับความรู้สึกว่า “ขอให้ตัวเองบ้าง”
สิ่งที่น่าสนใจคือ คำว่า “ฟุ่มเฟือย” ในมุมของผู้ใช้จ่ายช่วงเทศกาล มักไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเรื่องผิด แต่ถูกมองว่าเป็น “สิ่งที่ควรมีบ้างในชีวิต” เช่น เสื้อผ้าใหม่ ของแบรนด์เนม เที่ยวดี ๆ หรือกินร้านแพง ซึ่งทั้งหมดนี้เชื่อมกับความรู้สึกว่า “ปีหนึ่งมีไม่กี่ครั้ง”
ข้อมูลปีใหม่ 2569 ชี้ว่า หมวดสินค้าฟุ่มเฟือยยังคงเป็นอันดับ 1 ของการใช้จ่าย และมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าหมวดอื่นอย่างชัดเจน แปลว่าคนไม่ได้แค่ใช้เงิน แต่เลือกใช้เงินกับสิ่งที่ “ให้ความรู้สึกคุ้มค่าในเชิงอารมณ์” มากที่สุด
อีกจุดที่น่าสนใจคือ การจ่ายเงินยุคนี้ทำได้ง่ายขึ้นมาก ผ่าน QR Code หรือ Mobile Banking ทำให้ขั้นตอนการคิดก่อนซื้อสั้นลง จากเดิมต้องหยิบเงินสด → ตอนนี้แค่สแกนจบ ส่งผลให้การตัดสินใจซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยเกิดขึ้นเร็วขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว
สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ทำให้การเปย์ตัวเองช่วงเทศกาล “แรงขึ้น” ไม่ใช่แค่เงินในกระเป๋า แต่คือการผสมกันของ
- อารมณ์ (อยากให้รางวัลตัวเอง)
- บรรยากาศ (เทศกาล = ใช้เงินได้)
- เทคโนโลยี (จ่ายง่ายขึ้น)
และเมื่อทั้ง 3 อย่างมาพร้อมกัน มันจึงกลายเป็นช่วงที่ “เงินออกง่ายที่สุดในรอบปี” แบบที่หลายคนไม่ทันรู้ตัว
เทศกาลแต่ละแบบ ทำให้คนไทยใช้เงินต่างกันยังไง?
คำตอบคือ “ต่างกันชัด” เพราะแต่ละเทศกาลมีบริบททางวัฒนธรรม อารมณ์ และกิจกรรมที่ไม่เหมือนกัน ทำให้รูปแบบการใช้เงินเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ไม่ใช่แค่ใช้เยอะเหมือนกันหมด แต่เป็นการใช้เงิน “คนละเหตุผล” และ “คนละจุด” ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายบทความยังไม่ค่อยอธิบายลึก
ถ้ามองแบบภาพรวม เทศกาลในไทยสามารถแบ่งออกเป็น 3 โหมดหลักของการใช้เงิน ได้แก่
- โหมดครอบครัว (สงกรานต์, วันพ่อ)
- โหมดสังคมและไลฟ์สไตล์ (คริสต์มาส, ปีใหม่)
- โหมดประเพณีและความเชื่อ (ตรุษจีน, ทำบุญ)
และแต่ละโหมดนี้จะมี “ทิศทางเงิน” ที่ไหลต่างกันชัดเจน ทั้งในเรื่องจำนวนเงิน ความถี่ และเหตุผลในการใช้
ปีใหม่ สงกรานต์ ตรุษจีน คริสต์มาส ใช้เงินคนละอารมณ์
ถ้าแยกเป็นรายเทศกาล จะเห็น Insight ที่น่าสนใจมากขึ้น:
- ปีใหม่ = ใช้เงินเพื่อ “รีเซ็ตชีวิต”
เน้นการให้รางวัลตัวเอง ซื้อของใหม่ เริ่มต้นใหม่ ทำให้หมวดสินค้าฟุ่มเฟือยและสังสรรค์พุ่งสูง เช่น ค่าใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือยเฉลี่ยเกือบ 20,000 บาทต่อคน - สงกรานต์ = ใช้เงินเพื่อ “การเดินทางและครอบครัว”
ค่าใช้จ่ายหลักคือเดินทาง กลับบ้าน ท่องเที่ยว และทำบุญ โดยมีข้อมูลว่าค่าใช้จ่ายอาจเพิ่มขึ้น 30–50% จากเดือนปกติ เพราะมีหลายกิจกรรมซ้อนกัน - ตรุษจีน = ใช้เงินเพื่อ “ธรรมเนียมและความเชื่อ”
เช่น แต๊ะเอีย ของไหว้ ของฝาก ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ “เลี่ยงยาก” เพราะเป็นวัฒนธรรม ทำให้หลายคนต้องเตรียมเงินล่วงหน้า - คริสต์มาส = ใช้เงินเพื่อ “ไลฟ์สไตล์และสังคม”
จากข้อมูลพบว่าเป็นเทศกาลที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อธุรกรรมสูงสุด (ประมาณ 4,949 บาท) เพราะเน้นกิน เที่ยว ชอป และบรรยากาศมากกว่าประเพณี - วันพ่อ / วันสำคัญ = ใช้เงินเพื่อ “ความสัมพันธ์”
เช่น พาไปกินข้าว ซื้อของขวัญ ซึ่งค่าใช้จ่ายอาจไม่สูงเท่าเทศกาลใหญ่ แต่มีความสม่ำเสมอ
ตารางเปรียบเทียบรายจ่ายเด่นของแต่ละเทศกาล
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองดูภาพรวมแบบเปรียบเทียบ:
| เทศกาล | รายจ่ายหลัก | ลักษณะการใช้เงิน |
|---|---|---|
| ปีใหม่ | ของขวัญ สังสรรค์ ฟุ่มเฟือย | ใช้เพื่อรีเซ็ตชีวิต ให้รางวัลตัวเอง |
| สงกรานต์ | เดินทาง ท่องเที่ยว ทำบุญ | ใช้กับครอบครัวและการเคลื่อนไหว |
| ตรุษจีน | แต๊ะเอีย ของไหว้ ของฝาก | ใช้ตามธรรมเนียม เลี่ยงยาก |
| คริสต์มาส | ร้านอาหาร ชอปปิง | ใช้ตามไลฟ์สไตล์และบรรยากาศ |
| วันพ่อ | ของขวัญ กินข้าว | ใช้เพื่อความสัมพันธ์ |
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ “ยอดรวม” ของการใช้เงินจะสูงในหลายเทศกาล แต่ “โครงสร้างการใช้เงิน” ต่างกัน ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมหลังเทศกาลด้วย เช่น
- ใช้กับฟุ่มเฟือย → มีโอกาสรู้สึกผิดทีหลัง
- ใช้กับครอบครัว → รู้สึกคุ้มค่ามากกว่า
- ใช้ตามธรรมเนียม → เลี่ยงไม่ได้
และนี่คือจุดที่ทำให้บางเทศกาล “เสี่ยงเป็นหนี้” มากกว่าบางเทศกาล โดยเฉพาะช่วงที่มีทั้งการสังสรรค์ + เปย์ตัวเอง + เดินทาง รวมกันในช่วงเวลาเดียว เช่น ปีใหม่
การจ่ายเงินยุคดิจิทัล ทำให้เงินไหลง่ายขึ้นไหม?
คำตอบคือ “ง่ายขึ้นแบบมีนัยสำคัญ” และส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการใช้เงินของคนไทย โดยข้อมูลช่วงปีใหม่ 2569 ระบุว่าการจ่ายผ่าน QR Code และ Mobile Banking มีสัดส่วนสูงถึง 51.5% แซงเงินสดที่อยู่ราว 40.3% ไปแล้ว นี่ไม่ใช่แค่เรื่องความสะดวก แต่คือการเปลี่ยน “ความรู้สึกตอนจ่ายเงิน”
ในอดีต การใช้เงินสดทำให้เรารู้สึกถึงการเสียเงินมากกว่า เพราะต้องหยิบเงินจริงออกจากกระเป๋า แต่ในยุคดิจิทัล การจ่ายเงินกลายเป็นแค่ “การสแกนและกดยืนยัน” ทำให้ขั้นตอนการคิดก่อนจ่ายสั้นลง และลดความรู้สึกเสียดายเงินลงโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเอาเรื่องนี้ไปวางคู่กับช่วงเทศกาลที่มีทั้งอารมณ์ บรรยากาศ และแรงกดดันทางสังคมอยู่แล้ว จึงยิ่งทำให้การใช้เงิน “ไหลเร็วกว่าเดิม” และมักเกินกว่าที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก
QR Code และ Mobile Banking ทำให้จ่ายเร็วกว่าเดิม
การเติบโตของ QR Code และ Mobile Banking ไม่ได้แค่เปลี่ยนช่องทางการจ่ายเงิน แต่เปลี่ยน “พฤติกรรมการตัดสินใจ” ไปด้วย เพราะมันลดขั้นตอนจากหลายจังหวะเหลือแค่ไม่กี่วินาที เช่น จากเดิมต้องคิด → หยิบเงิน → ทอน → ตอนนี้เหลือแค่คิดสั้น ๆ แล้วสแกนจบ
ในช่วงเทศกาลที่มีการใช้จ่ายถี่ เช่น กินข้าวกับเพื่อนหลายรอบ ซื้อของฝากหลายที่ หรือเดินห้างทั้งวัน การจ่ายแบบนี้ทำให้ “ความถี่ในการจ่าย” เพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพราะมันเร็วและไม่สะดุดจังหวะชีวิต
ยิ่งไปกว่านั้น หลายคนไม่ได้เช็กยอดเงินทุกครั้งหลังจ่าย ทำให้เกิดช่องว่างระหว่าง “ความรู้สึกว่ามีเงินเหลือ” กับ “เงินจริงในบัญชี” ซึ่งมักจะมารู้ตัวอีกทีตอนยอดรวมเริ่มสูงเกินคาด
เมื่อการจ่ายไม่เห็นเงินสด ความยั้งคิดอาจลดลง
หนึ่งใน Insight ที่สำคัญที่สุดคือ การไม่เห็นเงินสด ทำให้สมองรับรู้ความสูญเสียช้าลง หรือที่เรียกว่า “Pain of Paying” ลดลง ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมคนถึงกล้าใช้เงินมากขึ้นเมื่อใช้บัตรหรือจ่ายผ่านมือถือ
ในช่วงเทศกาล ปัจจัยนี้จะยิ่งแรงขึ้น เพราะมีทั้งบรรยากาศ ความสนุก และการใช้จ่ายแบบต่อเนื่อง ทำให้หลายคนเข้าสู่โหมด “ใช้ก่อน คิดทีหลัง” โดยเฉพาะกับหมวดอย่างอาหาร ของฝาก หรือของฟุ่มเฟือยที่ไม่ได้จำเป็นจริง ๆ
และนี่คือจุดที่เชื่อมตรงไปยังปัญหาใหญ่ เพราะเมื่อการใช้เงินเกิดจากอารมณ์ + จ่ายง่าย + ไม่เห็นเงินสด ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ “ยอดใช้จ่ายที่สูงกว่าที่วางแผนไว้” เกือบทุกครั้ง
เทศกาลกลายเป็นจุดเริ่มต้นของหนี้ได้ยังไง?
คำตอบคือ เทศกาลไม่ได้สร้างหนี้ในทันที แต่สร้าง “เงื่อนไขของหนี้” ผ่านพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่สะสมกัน เช่น ใช้เงินเกินงบ ใช้บัตรเครดิตโดยไม่ได้วางแผน หรือดึงเงินออมมาใช้จนหมด ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะกลายเป็นภาระหลังเทศกาลแบบเลี่ยงไม่ได้
ซึ่งในระดับประเทศ ปัญหานี้สะท้อนผ่านตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และมีแนวโน้มยืดเยื้อ โดยเฉพาะในกลุ่มคนวัยทำงานและรายได้น้อย ที่มักต้องใช้สินเชื่อหรือบัตรเครดิตเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตตามช่วงเทศกาลได้
อีกมุมหนึ่งคือ “แรงกดดันทางสังคม” ที่ทำให้บางคนยอมใช้เงินเกินตัว เช่น ไม่อยากดูแย่ในสายตาคนอื่น ต้องให้ของขวัญ ต้องร่วมกิจกรรม หรือแม้แต่ต้องใช้เงินเพื่อรักษาความสัมพันธ์ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความต้องการเพียงอย่างเดียว แต่ยังเชื่อมกับความคาดหวังและความหวังในชีวิตบางอย่าง โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้จำกัด ที่มีการวิเคราะห์เกี่ยวกับ ทำไมคนรายได้น้อย ถึงชอบเสี่ยงโชค ว่าความกดดันทางการเงินและโอกาสที่จำกัด อาจผลักให้การใช้เงินบางครั้งไม่อยู่บนเหตุผลล้วน ๆ
สุดท้ายแล้ว เทศกาลจึงไม่ได้เป็นแค่ช่วงเวลาแห่งความสุข แต่เป็น “จุดทดสอบวินัยทางการเงิน” ของแต่ละคน ว่าจะสามารถสนุกกับมันได้โดยไม่สร้างภาระในอนาคตหรือไม่
จากรายจ่ายเล็ก ๆ สู่บิลก้อนใหญ่หลังเทศกาล
ปัญหาหนี้ไม่ได้เกิดจากการใช้เงินก้อนใหญ่ครั้งเดียว แต่เกิดจาก “รายจ่ายเล็ก ๆ หลายครั้ง” ที่รวมกัน เช่น กินข้าวหลายมื้อ เที่ยวหลายวัน ซื้อของฝากหลายชิ้น ซึ่งตอนจ่ายแต่ละครั้งอาจไม่รู้สึกอะไร แต่พอรวมกันแล้วกลายเป็นหลักหมื่นได้ง่าย
ยิ่งถ้าใช้บัตรเครดิตหรือระบบผ่อนชำระ จะยิ่งทำให้ความรู้สึกว่าต้องจ่ายเงิน “เลื่อนไปในอนาคต” ทำให้ตัดสินใจใช้เงินได้ง่ายขึ้น แต่เมื่อถึงรอบบิลจริง หลายคนจะเจอกับตัวเลขที่เกินกว่าที่คาดไว้มาก
และจุดที่พีคที่สุดคือช่วง “หลังเทศกาล” เพราะเป็นช่วงที่ค่าใช้จ่ายหยุดแล้ว แต่ภาระการจ่ายเริ่มต้น ทำให้หลายคนรู้สึกว่าทำไมเดือนนั้นเงินตึงกว่าปกติ ทั้งที่เทศกาลก็จบไปแล้ว
หนี้ครัวเรือนไทยกับปัญหาใช้เงินเกินตัว
ในระดับประเทศ ปัญหานี้สะท้อนผ่านตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และมีแนวโน้มยืดเยื้อ โดยเฉพาะในกลุ่มคนวัยทำงานและรายได้น้อย ที่มักต้องใช้สินเชื่อหรือบัตรเครดิตเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตตามช่วงเทศกาลได้
อีกมุมหนึ่งคือ “แรงกดดันทางสังคม” ที่ทำให้บางคนยอมใช้เงินเกินตัว เช่น ไม่อยากดูแย่ในสายตาคนอื่น ต้องให้ของขวัญ ต้องร่วมกิจกรรม หรือแม้แต่ต้องใช้เงินเพื่อรักษาความสัมพันธ์ สิ่งเหล่านี้ทำให้การใช้เงินไม่ได้อยู่บนฐานของรายได้เสมอไป
สุดท้ายแล้ว เทศกาลจึงไม่ได้เป็นแค่ช่วงเวลาแห่งความสุข แต่เป็น “จุดทดสอบวินัยทางการเงิน” ของแต่ละคน ว่าจะสามารถสนุกกับมันได้โดยไม่สร้างภาระในอนาคตหรือไม่
วิธีคุมค่าใช้จ่ายช่วงเทศกาลแบบไม่ทำลายความสุข
คำตอบคือ “ควบคุมได้ ถ้าวางแผนก่อนใช้ ไม่ใช่แก้หลังเงินหมด” เพราะปัญหาของการใช้เงินช่วงเทศกาลไม่ได้อยู่ที่การใช้เยอะ แต่คือการ “ไม่มีกรอบ” ทำให้เงินไหลออกไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้จุดหยุด ดังนั้นวิธีคุมที่ได้ผลจริง ไม่ใช่การห้ามใช้ แต่คือการ “กำหนดขอบเขตตั้งแต่ต้น”
สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือ คิดว่าการวางแผนจะทำให้เทศกาลไม่สนุก แต่ในความจริงแล้ว คนที่วางแผนดีมักสนุกกว่า เพราะไม่ต้องมานั่งกังวลทีหลังว่าบัญชีจะพังหรือเปล่า ซึ่งเป็นความต่างระหว่าง “ใช้เงินแบบมีสติ” กับ “ใช้เงินตามอารมณ์”
และถ้ามองจากข้อมูลพฤติกรรมที่ผ่านมา จะเห็นว่า คนที่ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ มักไม่ได้ใช้เงินน้อยกว่าคนอื่น แต่ใช้เงิน “ตรงจุด” มากกว่า
ตั้งงบ แบ่งหมวด และเช็กยอดก่อนจ่าย
วิธีที่ใช้ได้จริง และไม่ซับซ้อน สามารถเริ่มจาก 3 ขั้นตอนหลัก:
- ตั้งงบรวมก่อนเทศกาลเริ่ม
กำหนดตัวเลขชัดเจนว่า “เทศกาลนี้ใช้ได้เท่าไหร่” โดยใช้เงินที่เหลือจากค่าใช้จ่ายจำเป็นเท่านั้น ไม่ดึงเงินออมฉุกเฉินมาใช้ - แบ่งงบตามหมวด
เช่น เดินทาง สังสรรค์ ของขวัญ และสำรอง ซึ่งแนวคิดแบบ 40/30/20/10 (หรือปรับตามไลฟ์สไตล์) จะช่วยให้เห็นลิมิตของแต่ละส่วนชัดขึ้น - เช็กยอดทุกครั้งก่อนจ่าย
โดยเฉพาะในยุคที่ใช้ QR Code หรือ Mobile Banking การดูยอดเงินก่อนจ่ายจะช่วย “เรียกสติ” ได้มากกว่าการมารู้ทีหลัง
หัวใจสำคัญคือ อย่าปล่อยให้ทุกหมวด “ใช้เต็มพร้อมกัน” เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นของงบบานแบบไม่รู้ตัว
ใช้เทศกาลให้คุ้ม โดยไม่ต้องยืมเงินอนาคต
อีกหนึ่งหลักคิดที่สำคัญคือ “อย่าเอาเงินอนาคตมาใช้กับความสุขระยะสั้น” เช่น การรูดบัตรเครดิตโดยไม่มีแผนจ่าย หรือการผ่อนเพื่อซื้อของที่ไม่จำเป็น เพราะสิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนความสุขระยะสั้น ให้กลายเป็นภาระระยะยาวทันที
ถ้าต้องเลือกจริง ๆ วิธีที่ปลอดภัยกว่า คือการ “ลดบางอย่างเพื่อรักษาสมดุล” เช่น
- ลดจำนวนทริป แต่เลือกทริปที่คุ้ม
- ลดของฝาก แต่เลือกให้มีความหมาย
- ลดความถี่การสังสรรค์ แต่ยังคงคุณภาพของช่วงเวลา
สุดท้ายแล้ว เทศกาลที่ดีไม่ใช่เทศกาลที่ใช้เงินเยอะที่สุด แต่คือเทศกาลที่ “จบแล้วไม่กระทบชีวิตหลังจากนั้น” ซึ่งเป็นจุดที่หลายคนมองข้าม
บทสรุป เทศกาล กับการใช้เงินของคนไทย
เทศกาลทำให้คนไทยใช้เงินมากขึ้นจริง ทั้งจากปัจจัยด้านอารมณ์ สังคม วัฒนธรรม และเทคโนโลยีที่ทำให้การจ่ายเงินง่ายขึ้น โดยเฉพาะในช่วงปีใหม่ที่มีเงินสะพัดระดับแสนล้านบาท และพฤติกรรมเปย์ตัวเองที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
แต่ในอีกด้านหนึ่ง การใช้เงินช่วงเทศกาลก็เป็นดาบสองคม เพราะหากไม่มีการวางแผน อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของหนี้ได้จากรายจ่ายเล็ก ๆ ที่สะสมกัน จนกลายเป็นภาระหลังเทศกาลแบบที่หลายคนไม่ทันตั้งตัว
ความสุขช่วงเทศกาลควรจบพร้อมรอยยิ้ม ไม่ใช่หนี้
แก่นของเรื่องนี้มีแค่นี้เอง เทศกาลไม่ใช่ปัญหา แต่ “วิธีใช้เงินในเทศกาล” ต่างหากที่เป็นตัวกำหนดผลลัพธ์ เพราะสุดท้ายแล้ว ความสุขที่แท้จริงไม่ได้วัดจากจำนวนเงินที่ใช้ แต่คือความสบายใจหลังจากที่มันจบลง
ถ้าเราสามารถสนุกกับเทศกาลได้ โดยไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องเงินในเดือนถัดไป นั่นแปลว่าเราใช้เงินได้ถูกทางแล้ว และนั่นคือจุดที่เทศกาลควรจะเป็นจริง ๆ
ใช้เงินให้เป็น เทศกาลก็ยังสนุกได้โดยไม่เจ็บหลังงานจบ
โดยสรุป เทศกาลคือช่วงเวลาที่เงินไหลง่ายที่สุดในรอบปี แต่ก็เป็นช่วงที่เราสามารถ “ฝึกวินัยการเงิน” ได้ดีที่สุดเช่นกัน เพราะมันเต็มไปด้วยสิ่งล่อใจและสถานการณ์จริงให้ตัดสินใจ
ถ้าคุมได้ในช่วงนี้ ช่วงอื่นของปีจะง่ายขึ้นทันที แต่ถ้าพลาดในช่วงนี้ ผลกระทบก็มักลากยาวกว่าที่คิดสุดท้ายแล้ว ไม่ต้องจำหมด แค่จำสิ่งนี้ก็พอ ใช้เงินให้ทันความสุข ไม่ใช่ใช้จนความสุขหมดตามเงินไป
- Tags: ความรู้ทั่วไป
แหล่งอ้างอิง


