เทศกาล กับการใช้เงินของคนไทย เมื่อความสุขมาคู่บิลที่ต้องจ่าย

เทศกาล กับการใช้เงินของคนไทย

เทศกาล กับการใช้เงินของคนไทย นี่คือช่วงเวลาที่คนไทยใช้เงินมากขึ้นจริง โดยเฉพาะปีใหม่และสงกรานต์ที่มีทั้งการเดินทาง สังสรรค์ ซื้อของขวัญ และให้รางวัลตัวเอง ส่งผลให้เกิดเงินสะพัดระดับแสนล้านบาท เช่น ปีใหม่ 2569 คาดว่าแตะ 111,609 ล้านบาท แต่ในความคึกคักนี้ก็มาพร้อมความเสี่ยงด้านหนี้ หากไม่มีการวางแผนล่วงหน้า

  • เทศกาลทำให้คนไทยใช้เงินมากขึ้นจริงไหม?
  • คนไทยใช้เงินกับอะไรบ้างในช่วงเทศกาล?
  • ทำไมคนไทยเริ่มเปย์ตัวเองมากขึ้นในช่วงเทศกาล?
  •  เทศกาลแต่ละแบบ ทำให้คนไทยใช้เงินต่างกันยังไง?
  • การจ่ายเงินยุคดิจิทัล ทำให้เงินไหลง่ายขึ้นไหม?
  • วิธีคุมค่าใช้จ่ายช่วงเทศกาล แบบไม่ทำลายความสุข

เทศกาลทำให้คนไทยใช้เงินมากขึ้นจริงไหม?

คำตอบคือ “จริง” และไม่ได้เพิ่มแบบเล็กน้อย แต่เพิ่มในระดับที่มีผลต่อทั้งพฤติกรรมคนและภาพรวมเศรษฐกิจ โดยข้อมูลช่วงปีใหม่ 2568–2569 ชี้ว่าเงินสะพัดอยู่ในช่วงประมาณ 109,313–111,609 ล้านบาท และยังเติบโตต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะไม่ได้ฟื้นตัวเต็มที่ก็ตาม นั่นหมายความว่า “เทศกาล” มีแรงดึงดูดในการใช้เงินมากกว่าสภาพเศรษฐกิจบางช่วงเสียอีก

ถ้าดูพฤติกรรมลึกลงไป จะเห็นว่าการใช้เงินช่วงนี้ไม่ได้เกิดจากความจำเป็นเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “บริบทของช่วงเวลา” เช่น วันหยุดยาว การรวมตัวของครอบครัว หรือแม้แต่กิจกรรมที่เกิดขึ้นเฉพาะเทศกาล ทำให้ค่าใช้จ่ายหลายอย่างถูกปลดล็อกพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง ค่ากิน ค่าของขวัญ หรือค่าประสบการณ์ใหม่ ๆ

ที่น่าสนใจคือ แม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้เงินมากขึ้นจากค่าครองชีพ แต่กลับยัง “ยอมจ่าย” ในช่วงเทศกาล เพราะมองว่าเป็นช่วงเวลาที่ควรใช้ชีวิตหรือให้รางวัลตัวเอง ซึ่งกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เงินยังหมุนในระบบ แม้รายได้จะไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม

เงินสะพัดช่วงปีใหม่บอกอะไรเกี่ยวกับกำลังซื้อ

เงินสะพัดช่วงปีใหม่ไม่ได้สะท้อนแค่ “คนมีเงินมากขึ้น” แต่สะท้อนว่า “คนเลือกใช้เงินในช่วงเวลาที่มีความหมาย” มากกว่า โดยปีใหม่ 2569 ที่คาดว่าจะมีเงินหมุนเวียนกว่า 111,609 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 2% จากปีก่อน แสดงให้เห็นว่ากำลังซื้อยังไม่หายไป แต่ถูกใช้อย่างมีจังหวะมากขึ้น

อีกมุมหนึ่ง ตัวเลขการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนก็ชี้ชัดว่า สินค้าฟุ่มเฟือยยังคงเป็นหมวดที่คนไทยยอมจ่ายสูง เช่น ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยด้านสินค้าฟุ่มเฟือยแตะระดับประมาณ 19,828.78 บาทต่อคน ซึ่งสูงกว่าหมวดอื่นอย่างชัดเจน นี่สะท้อนว่า “ความสุขส่วนตัว” กลายเป็นแรงขับหลักของการใช้เงินช่วงเทศกาล

นอกจากนี้ ช่องทางการใช้เงินก็เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยการจ่ายผ่าน QR Code และ Mobile Banking มีสัดส่วนสูงถึง 51.5% แซงเงินสดที่อยู่ราว 40.3% ซึ่งหมายความว่า การใช้เงินในยุคนี้ “ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และคิดน้อยลง” ส่งผลให้เงินไหลออกจากกระเป๋าได้ไวกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว (26 ธันวาคม 2025) [1]

ทำไมบางเทศกาลใช้เงินสูงกว่าช่วงปกติ

เหตุผลที่เทศกาลทำให้คนใช้เงินมากกว่าปกติ ไม่ได้มาจากแค่ “มีเวลาว่าง” แต่เป็นเพราะหลายปัจจัยเกิดขึ้นพร้อมกันในช่วงเดียว เช่น การเดินทางกลับบ้าน การซื้อของฝาก การจัดเลี้ยง หรือแม้แต่การซื้อเสื้อผ้าใหม่เพื่อเข้ากับบรรยากาศเทศกาล ซึ่งทั้งหมดนี้รวมกันจนกลายเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่โดยไม่รู้ตัว

ยิ่งไปกว่านั้น เทศกาลยังมาพร้อมกับ “แรงกดดันทางสังคม” เช่น การต้องให้ของขวัญ การต้องเข้าร่วมกิจกรรม หรือการไม่อยากตกกระแส ซึ่งทำให้หลายคนยอมใช้เงินมากขึ้น แม้จะไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานที่มีรายได้จำกัดแต่ต้องรักษาความสัมพันธ์ทางสังคม

อีกปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้คือ “โปรโมชั่นตามเทศกาล” ไม่ว่าจะเป็นลดราคา Flash Sale หรือแพ็กเกจท่องเที่ยว ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการซื้อแบบใช้อารมณ์ (Impulse Buying) มากกว่าความจำเป็น เมื่อรวมกับระบบจ่ายเงินที่สะดวกขึ้น จึงไม่แปลกที่ค่าใช้จ่ายช่วงเทศกาลจะพุ่งสูงกว่าปกติอย่างชัดเจน

คนไทยใช้เงินกับอะไรบ้างในช่วงเทศกาล?

คำตอบคือ คนไทยไม่ได้ใช้เงินแค่ “อย่างใดอย่างหนึ่ง” แต่เป็นการใช้เงินแบบกระจายหลายหมวดพร้อมกัน ทั้งการเดินทาง ของขวัญ สังสรรค์ ชอปปิง และทำบุญ ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วทำให้ค่าใช้จ่ายพุ่งสูงแบบรู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง โดยข้อมูลหลายแหล่งชี้ตรงกันว่า หมวดหลักยังคงวนอยู่ใน 4–5 กลุ่มเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือ “จำนวนเงินต่อหมวด” ที่สูงขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงหลัง

ถ้ามองในเชิงพฤติกรรม จะเห็นว่าเทศกาลเป็นช่วงที่ “ข้ออ้างในการใช้เงิน” ถูกเปิดกว้างขึ้น เช่น ปกติอาจไม่ซื้อของแพง แต่ช่วงปีใหม่ซื้อได้เพราะถือว่าให้รางวัลตัวเอง หรือปกติไม่กินร้านแพง แต่ช่วงนี้ยอมจ่ายเพราะเป็นโอกาสพิเศษ สิ่งเหล่านี้ทำให้ค่าใช้จ่ายไม่ได้เพิ่มแค่ปริมาณ แต่เพิ่มในเชิงคุณภาพ (ราคาต่อชิ้น) ด้วย

และที่สำคัญคือ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแยกกัน แต่เกิด “ซ้อนกัน” เช่น ไปเที่ยว = ต้องจ่ายค่าที่พัก + ค่าเดินทาง + ค่าอาหาร + ค่าชอปปิง + ของฝาก จึงทำให้เงินไหลออกเร็วแบบที่หลายคนมารู้ตัวอีกทีตอนดูยอดบัญชีหลังเทศกาลจบ

ค่าเดินทาง ของขวัญ สังสรรค์ และทำบุญ คือรายจ่ายหลัก

หากแยกให้ชัด รายจ่ายช่วงเทศกาลของคนไทยสามารถแบ่งเป็นหมวดหลักได้ประมาณนี้ และแทบทุกคนจะเจออย่างน้อย 2–3 หมวดพร้อมกัน:

  • ค่าเดินทางและท่องเที่ยว
    ทั้งค่าน้ำมัน ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าที่พัก รวมถึงค่าทางด่วนและค่าเตรียมรถ ซึ่งช่วงเทศกาลอย่างสงกรานต์มีข้อมูลว่าค่าใช้จ่ายอาจเพิ่มขึ้น 30–50% เมื่อเทียบกับเดือนปกติ (15 เมษายน 2025) [2]
  • ของขวัญและของฝาก
    ตั้งแต่ของจับฉลาก ของฝากญาติ ไปจนถึงแต๊ะเอียช่วงตรุษจีน ซึ่งบางปีค่าใช้จ่ายส่วนนี้กลายเป็นหนึ่งในตัวแปรหลักที่ทำให้งบบาน
  • สังสรรค์และกิจกรรมทางสังคม
    ค่าอาหาร ร้านอาหาร ปาร์ตี้ หรือแม้แต่ค่าเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นหมวดที่ “ควบคุมยาก” เพราะมักเกิดจากการชวนกันแบบไม่ได้วางแผน
  • การทำบุญและประเพณี
    เช่น สังฆทาน ผ้าไตร หรือร่วมทำบุญตามวัด ซึ่งแม้แต่ละครั้งจะดูไม่มาก แต่เมื่อรวมหลายกิจกรรมก็กลายเป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญ
  • สินค้าฟุ่มเฟือยและของใช้ส่วนตัว
    โดยเฉพาะปีใหม่ที่มีข้อมูลว่า ค่าใช้จ่ายด้านนี้เฉลี่ยสูงถึงประมาณ 19,828.78 บาทต่อคน ซึ่งสะท้อนพฤติกรรม “ซื้อเพื่อความรู้สึก” มากกว่าความจำเป็น

จุดสำคัญคือ หมวดเหล่านี้ไม่ได้มีปัญหาในตัวมันเอง แต่ปัญหาเกิดเมื่อ “ไม่มีการกำหนดเพดาน” ทำให้ทุกหมวดถูกใช้เต็มที่พร้อมกัน

รายจ่ายแฝงที่ทำให้งบบานโดยไม่รู้ตัว

สิ่งที่ทำให้หลายคนรู้สึกว่า “ไม่ได้ใช้เงินเยอะ แต่เงินหายไปไหนหมด” มักไม่ใช่รายจ่ายหลัก แต่คือรายจ่ายแฝงที่สะสมแบบเงียบ ๆ ตลอดช่วงเทศกาล

ตัวอย่างรายจ่ายแฝงที่เจอบ่อย:

  • ค่าทางด่วน / ค่าที่จอดรถ / ค่าทริปย่อย
    จ่ายครั้งละไม่มาก แต่เกิดหลายรอบ โดยเฉพาะช่วงเดินทาง
  • ค่าอาหารจุกจิก / คาเฟ่ / เดลิเวอรี่
    วันละไม่กี่ร้อย แต่หลายวันติดกันกลายเป็นหลักพันได้ง่าย
  • ค่าเสื้อผ้า / ของตกแต่ง / ของใช้เฉพาะเทศกาล
    ซื้อเพราะ “อยากอินกับบรรยากาศ” มากกว่าความจำเป็นจริง
  • ค่า Service Charge / ภาษี / ทิป
    มักไม่ถูกคิดตอนตัดสินใจ แต่ถูกบวกเพิ่มตอนจ่ายจริง
  • ค่าแอป / ค่าธรรมเนียม / ค่าชำระผ่านระบบ
    เช่น ค่าธรรมเนียมตั๋ว หรือค่าบริการที่ถูกบวกอัตโนมัติ

สิ่งที่น่าสนใจคือ รายจ่ายแฝงเหล่านี้ไม่ได้ทำให้รู้สึก “เจ็บ” ตอนจ่าย เพราะเป็นจำนวนเล็ก แต่เมื่อรวมกันแล้ว อาจกินงบถึง 20–30% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดโดยไม่รู้ตัว

และนี่คือจุดที่เชื่อมกับพฤติกรรมยุคใหม่ เพราะเมื่อการจ่ายเงินผ่าน QR Code หรือ Mobile Banking ทำได้ง่ายขึ้น ความรู้สึก “เงินกำลังหาย” จะลดลง ส่งผลให้รายจ่ายแฝงเหล่านี้เกิดบ่อยและเร็วกว่าเดิม

ทำไมคนไทยเริ่มเปย์ตัวเองมากขึ้นในช่วงเทศกาล?

เทศกาล กับการใช้เงินของคนไทย

คำตอบสั้น ๆ คือ “เทศกาลกลายเป็นข้ออ้างที่ยอมรับได้ในการใช้เงินเพื่อตัวเอง” โดยข้อมูลช่วงปีใหม่ 2568 พบว่าคนไทยกว่า 63.3% ใช้จ่ายเพื่อตัวเองมากขึ้น และเกือบครึ่งมีการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยเป็นรางวัลให้ตัวเองเฉลี่ยราว 15,863 บาท ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในรอบหลายปี นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องของ “อารมณ์และความรู้สึก” ที่เข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อน (14 มกราคม 2025) [3]

ในมุมหนึ่ง การเปย์ตัวเองไม่ได้แปลว่าฟุ่มเฟือยเสมอไป แต่เป็นการชดเชยความเหนื่อยล้าจากทั้งปี เช่น การทำงานหนัก ความเครียด หรือความกดดันทางเศรษฐกิจ ทำให้เทศกาลกลายเป็นช่วงเวลาที่หลายคนรู้สึกว่า “ขอให้ตัวเองบ้างก็ไม่ผิด” และนั่นทำให้การใช้เงินช่วงนี้มีความหมายมากกว่าปกติ

แต่ในอีกมุมหนึ่ง พฤติกรรมนี้ก็มีความเสี่ยง เพราะเมื่อการใช้เงินถูกผูกกับความรู้สึก เช่น ความสุขหรือการปลอบใจตัวเอง มันจะทำให้การตัดสินใจใช้เงิน “หลุดจากเหตุผล” ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีโปรโมชั่นหรือบรรยากาศเทศกาลเข้ามาเสริมแรง

Self-Reward เมื่อเทศกาลกลายเป็นรางวัลหลังปีหนัก ๆ

Self-Reward หรือ “การให้รางวัลตัวเอง” กลายเป็นหนึ่งในพฤติกรรมหลักของคนไทยยุคใหม่ โดยเฉพาะในช่วงปีใหม่ที่มีการใช้จ่ายเพื่อสินค้าฟุ่มเฟือยสูงถึงเกือบ 20,000 บาทต่อคนในบางกลุ่ม ซึ่งสะท้อนว่า คนไม่ได้ซื้อเพราะจำเป็น แต่ซื้อเพราะ “อยากรู้สึกดีขึ้น”

ถ้ามองลึกลงไป พฤติกรรมนี้มีพื้นฐานจากจิตวิทยาที่เรียกว่า “Delayed Gratification” หรือการอดทนรอความสุข แล้วค่อยปล่อยออกมาในช่วงเวลาที่เหมาะสม เช่น ทำงานมาทั้งปี → ถึงเวลาพัก → ใช้เงินเพื่อให้รางวัลตัวเอง ซึ่งเทศกาลคือช่วงเวลาที่สมบูรณ์แบบสำหรับวงจรนี้

และยิ่งปีไหนที่เศรษฐกิจไม่ดี หรือคนรู้สึกเครียดมาก พฤติกรรมนี้จะยิ่งแรงขึ้น เพราะคนต้องการ “เติมพลังทางใจ” มากกว่าปกติ นี่คือเหตุผลที่แม้รายได้ไม่เพิ่ม แต่ค่าใช้จ่ายช่วงเทศกาลกลับยังสูงขึ้นได้

สินค้าฟุ่มเฟือยกับความรู้สึกว่า “ขอให้ตัวเองบ้าง”

สิ่งที่น่าสนใจคือ คำว่า “ฟุ่มเฟือย” ในมุมของผู้ใช้จ่ายช่วงเทศกาล มักไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเรื่องผิด แต่ถูกมองว่าเป็น “สิ่งที่ควรมีบ้างในชีวิต” เช่น เสื้อผ้าใหม่ ของแบรนด์เนม เที่ยวดี ๆ หรือกินร้านแพง ซึ่งทั้งหมดนี้เชื่อมกับความรู้สึกว่า “ปีหนึ่งมีไม่กี่ครั้ง”

ข้อมูลปีใหม่ 2569 ชี้ว่า หมวดสินค้าฟุ่มเฟือยยังคงเป็นอันดับ 1 ของการใช้จ่าย และมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าหมวดอื่นอย่างชัดเจน แปลว่าคนไม่ได้แค่ใช้เงิน แต่เลือกใช้เงินกับสิ่งที่ “ให้ความรู้สึกคุ้มค่าในเชิงอารมณ์” มากที่สุด

อีกจุดที่น่าสนใจคือ การจ่ายเงินยุคนี้ทำได้ง่ายขึ้นมาก ผ่าน QR Code หรือ Mobile Banking ทำให้ขั้นตอนการคิดก่อนซื้อสั้นลง จากเดิมต้องหยิบเงินสด → ตอนนี้แค่สแกนจบ ส่งผลให้การตัดสินใจซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยเกิดขึ้นเร็วขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ทำให้การเปย์ตัวเองช่วงเทศกาล “แรงขึ้น” ไม่ใช่แค่เงินในกระเป๋า แต่คือการผสมกันของ

  • อารมณ์ (อยากให้รางวัลตัวเอง)
  • บรรยากาศ (เทศกาล = ใช้เงินได้)
  • เทคโนโลยี (จ่ายง่ายขึ้น)

และเมื่อทั้ง 3 อย่างมาพร้อมกัน มันจึงกลายเป็นช่วงที่ “เงินออกง่ายที่สุดในรอบปี” แบบที่หลายคนไม่ทันรู้ตัว

เทศกาลแต่ละแบบ ทำให้คนไทยใช้เงินต่างกันยังไง?

คำตอบคือ “ต่างกันชัด” เพราะแต่ละเทศกาลมีบริบททางวัฒนธรรม อารมณ์ และกิจกรรมที่ไม่เหมือนกัน ทำให้รูปแบบการใช้เงินเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ไม่ใช่แค่ใช้เยอะเหมือนกันหมด แต่เป็นการใช้เงิน “คนละเหตุผล” และ “คนละจุด” ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายบทความยังไม่ค่อยอธิบายลึก

ถ้ามองแบบภาพรวม เทศกาลในไทยสามารถแบ่งออกเป็น 3 โหมดหลักของการใช้เงิน ได้แก่

  • โหมดครอบครัว (สงกรานต์, วันพ่อ)
  • โหมดสังคมและไลฟ์สไตล์ (คริสต์มาส, ปีใหม่)
  • โหมดประเพณีและความเชื่อ (ตรุษจีน, ทำบุญ)

และแต่ละโหมดนี้จะมี “ทิศทางเงิน” ที่ไหลต่างกันชัดเจน ทั้งในเรื่องจำนวนเงิน ความถี่ และเหตุผลในการใช้

ปีใหม่ สงกรานต์ ตรุษจีน คริสต์มาส ใช้เงินคนละอารมณ์

ถ้าแยกเป็นรายเทศกาล จะเห็น Insight ที่น่าสนใจมากขึ้น:

  • ปีใหม่ = ใช้เงินเพื่อ “รีเซ็ตชีวิต”
    เน้นการให้รางวัลตัวเอง ซื้อของใหม่ เริ่มต้นใหม่ ทำให้หมวดสินค้าฟุ่มเฟือยและสังสรรค์พุ่งสูง เช่น ค่าใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือยเฉลี่ยเกือบ 20,000 บาทต่อคน
  • สงกรานต์ = ใช้เงินเพื่อ “การเดินทางและครอบครัว”
    ค่าใช้จ่ายหลักคือเดินทาง กลับบ้าน ท่องเที่ยว และทำบุญ โดยมีข้อมูลว่าค่าใช้จ่ายอาจเพิ่มขึ้น 30–50% จากเดือนปกติ เพราะมีหลายกิจกรรมซ้อนกัน
  • ตรุษจีน = ใช้เงินเพื่อ “ธรรมเนียมและความเชื่อ”
    เช่น แต๊ะเอีย ของไหว้ ของฝาก ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ “เลี่ยงยาก” เพราะเป็นวัฒนธรรม ทำให้หลายคนต้องเตรียมเงินล่วงหน้า
  • คริสต์มาส = ใช้เงินเพื่อ “ไลฟ์สไตล์และสังคม”
    จากข้อมูลพบว่าเป็นเทศกาลที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อธุรกรรมสูงสุด (ประมาณ 4,949 บาท) เพราะเน้นกิน เที่ยว ชอป และบรรยากาศมากกว่าประเพณี
  • วันพ่อ / วันสำคัญ = ใช้เงินเพื่อ “ความสัมพันธ์”
    เช่น พาไปกินข้าว ซื้อของขวัญ ซึ่งค่าใช้จ่ายอาจไม่สูงเท่าเทศกาลใหญ่ แต่มีความสม่ำเสมอ

ตารางเปรียบเทียบรายจ่ายเด่นของแต่ละเทศกาล

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองดูภาพรวมแบบเปรียบเทียบ:

เทศกาลรายจ่ายหลักลักษณะการใช้เงิน
ปีใหม่ของขวัญ สังสรรค์ ฟุ่มเฟือยใช้เพื่อรีเซ็ตชีวิต ให้รางวัลตัวเอง
สงกรานต์เดินทาง ท่องเที่ยว ทำบุญใช้กับครอบครัวและการเคลื่อนไหว
ตรุษจีนแต๊ะเอีย ของไหว้ ของฝากใช้ตามธรรมเนียม เลี่ยงยาก
คริสต์มาสร้านอาหาร ชอปปิงใช้ตามไลฟ์สไตล์และบรรยากาศ
วันพ่อของขวัญ กินข้าวใช้เพื่อความสัมพันธ์

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ “ยอดรวม” ของการใช้เงินจะสูงในหลายเทศกาล แต่ “โครงสร้างการใช้เงิน” ต่างกัน ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมหลังเทศกาลด้วย เช่น

  • ใช้กับฟุ่มเฟือย → มีโอกาสรู้สึกผิดทีหลัง
  • ใช้กับครอบครัว → รู้สึกคุ้มค่ามากกว่า
  • ใช้ตามธรรมเนียม → เลี่ยงไม่ได้

และนี่คือจุดที่ทำให้บางเทศกาล “เสี่ยงเป็นหนี้” มากกว่าบางเทศกาล โดยเฉพาะช่วงที่มีทั้งการสังสรรค์ + เปย์ตัวเอง + เดินทาง รวมกันในช่วงเวลาเดียว เช่น ปีใหม่

การจ่ายเงินยุคดิจิทัล ทำให้เงินไหลง่ายขึ้นไหม?

คำตอบคือ “ง่ายขึ้นแบบมีนัยสำคัญ” และส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการใช้เงินของคนไทย โดยข้อมูลช่วงปีใหม่ 2569 ระบุว่าการจ่ายผ่าน QR Code และ Mobile Banking มีสัดส่วนสูงถึง 51.5% แซงเงินสดที่อยู่ราว 40.3% ไปแล้ว นี่ไม่ใช่แค่เรื่องความสะดวก แต่คือการเปลี่ยน “ความรู้สึกตอนจ่ายเงิน”

ในอดีต การใช้เงินสดทำให้เรารู้สึกถึงการเสียเงินมากกว่า เพราะต้องหยิบเงินจริงออกจากกระเป๋า แต่ในยุคดิจิทัล การจ่ายเงินกลายเป็นแค่ “การสแกนและกดยืนยัน” ทำให้ขั้นตอนการคิดก่อนจ่ายสั้นลง และลดความรู้สึกเสียดายเงินลงโดยไม่รู้ตัว

เมื่อเอาเรื่องนี้ไปวางคู่กับช่วงเทศกาลที่มีทั้งอารมณ์ บรรยากาศ และแรงกดดันทางสังคมอยู่แล้ว จึงยิ่งทำให้การใช้เงิน “ไหลเร็วกว่าเดิม” และมักเกินกว่าที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก

QR Code และ Mobile Banking ทำให้จ่ายเร็วกว่าเดิม

การเติบโตของ QR Code และ Mobile Banking ไม่ได้แค่เปลี่ยนช่องทางการจ่ายเงิน แต่เปลี่ยน “พฤติกรรมการตัดสินใจ” ไปด้วย เพราะมันลดขั้นตอนจากหลายจังหวะเหลือแค่ไม่กี่วินาที เช่น จากเดิมต้องคิด → หยิบเงิน → ทอน → ตอนนี้เหลือแค่คิดสั้น ๆ แล้วสแกนจบ

ในช่วงเทศกาลที่มีการใช้จ่ายถี่ เช่น กินข้าวกับเพื่อนหลายรอบ ซื้อของฝากหลายที่ หรือเดินห้างทั้งวัน การจ่ายแบบนี้ทำให้ “ความถี่ในการจ่าย” เพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพราะมันเร็วและไม่สะดุดจังหวะชีวิต

ยิ่งไปกว่านั้น หลายคนไม่ได้เช็กยอดเงินทุกครั้งหลังจ่าย ทำให้เกิดช่องว่างระหว่าง “ความรู้สึกว่ามีเงินเหลือ” กับ “เงินจริงในบัญชี” ซึ่งมักจะมารู้ตัวอีกทีตอนยอดรวมเริ่มสูงเกินคาด

เมื่อการจ่ายไม่เห็นเงินสด ความยั้งคิดอาจลดลง

หนึ่งใน Insight ที่สำคัญที่สุดคือ การไม่เห็นเงินสด ทำให้สมองรับรู้ความสูญเสียช้าลง หรือที่เรียกว่า “Pain of Paying” ลดลง ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมคนถึงกล้าใช้เงินมากขึ้นเมื่อใช้บัตรหรือจ่ายผ่านมือถือ

ในช่วงเทศกาล ปัจจัยนี้จะยิ่งแรงขึ้น เพราะมีทั้งบรรยากาศ ความสนุก และการใช้จ่ายแบบต่อเนื่อง ทำให้หลายคนเข้าสู่โหมด “ใช้ก่อน คิดทีหลัง” โดยเฉพาะกับหมวดอย่างอาหาร ของฝาก หรือของฟุ่มเฟือยที่ไม่ได้จำเป็นจริง ๆ

และนี่คือจุดที่เชื่อมตรงไปยังปัญหาใหญ่ เพราะเมื่อการใช้เงินเกิดจากอารมณ์ + จ่ายง่าย + ไม่เห็นเงินสด ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ “ยอดใช้จ่ายที่สูงกว่าที่วางแผนไว้” เกือบทุกครั้ง

เทศกาลกลายเป็นจุดเริ่มต้นของหนี้ได้ยังไง?

คำตอบคือ เทศกาลไม่ได้สร้างหนี้ในทันที แต่สร้าง “เงื่อนไขของหนี้” ผ่านพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่สะสมกัน เช่น ใช้เงินเกินงบ ใช้บัตรเครดิตโดยไม่ได้วางแผน หรือดึงเงินออมมาใช้จนหมด ซึ่งเมื่อรวมกันแล้วจะกลายเป็นภาระหลังเทศกาลแบบเลี่ยงไม่ได้

ซึ่งในระดับประเทศ ปัญหานี้สะท้อนผ่านตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และมีแนวโน้มยืดเยื้อ โดยเฉพาะในกลุ่มคนวัยทำงานและรายได้น้อย ที่มักต้องใช้สินเชื่อหรือบัตรเครดิตเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตตามช่วงเทศกาลได้

อีกมุมหนึ่งคือ “แรงกดดันทางสังคม” ที่ทำให้บางคนยอมใช้เงินเกินตัว เช่น ไม่อยากดูแย่ในสายตาคนอื่น ต้องให้ของขวัญ ต้องร่วมกิจกรรม หรือแม้แต่ต้องใช้เงินเพื่อรักษาความสัมพันธ์ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากความต้องการเพียงอย่างเดียว แต่ยังเชื่อมกับความคาดหวังและความหวังในชีวิตบางอย่าง โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้จำกัด ที่มีการวิเคราะห์เกี่ยวกับ ทำไมคนรายได้น้อย ถึงชอบเสี่ยงโชค ว่าความกดดันทางการเงินและโอกาสที่จำกัด อาจผลักให้การใช้เงินบางครั้งไม่อยู่บนเหตุผลล้วน ๆ

สุดท้ายแล้ว เทศกาลจึงไม่ได้เป็นแค่ช่วงเวลาแห่งความสุข แต่เป็น “จุดทดสอบวินัยทางการเงิน” ของแต่ละคน ว่าจะสามารถสนุกกับมันได้โดยไม่สร้างภาระในอนาคตหรือไม่

จากรายจ่ายเล็ก ๆ สู่บิลก้อนใหญ่หลังเทศกาล

ปัญหาหนี้ไม่ได้เกิดจากการใช้เงินก้อนใหญ่ครั้งเดียว แต่เกิดจาก “รายจ่ายเล็ก ๆ หลายครั้ง” ที่รวมกัน เช่น กินข้าวหลายมื้อ เที่ยวหลายวัน ซื้อของฝากหลายชิ้น ซึ่งตอนจ่ายแต่ละครั้งอาจไม่รู้สึกอะไร แต่พอรวมกันแล้วกลายเป็นหลักหมื่นได้ง่าย

ยิ่งถ้าใช้บัตรเครดิตหรือระบบผ่อนชำระ จะยิ่งทำให้ความรู้สึกว่าต้องจ่ายเงิน “เลื่อนไปในอนาคต” ทำให้ตัดสินใจใช้เงินได้ง่ายขึ้น แต่เมื่อถึงรอบบิลจริง หลายคนจะเจอกับตัวเลขที่เกินกว่าที่คาดไว้มาก

และจุดที่พีคที่สุดคือช่วง “หลังเทศกาล” เพราะเป็นช่วงที่ค่าใช้จ่ายหยุดแล้ว แต่ภาระการจ่ายเริ่มต้น ทำให้หลายคนรู้สึกว่าทำไมเดือนนั้นเงินตึงกว่าปกติ ทั้งที่เทศกาลก็จบไปแล้ว

หนี้ครัวเรือนไทยกับปัญหาใช้เงินเกินตัว

ในระดับประเทศ ปัญหานี้สะท้อนผ่านตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และมีแนวโน้มยืดเยื้อ โดยเฉพาะในกลุ่มคนวัยทำงานและรายได้น้อย ที่มักต้องใช้สินเชื่อหรือบัตรเครดิตเพื่อให้สามารถใช้ชีวิตตามช่วงเทศกาลได้

อีกมุมหนึ่งคือ “แรงกดดันทางสังคม” ที่ทำให้บางคนยอมใช้เงินเกินตัว เช่น ไม่อยากดูแย่ในสายตาคนอื่น ต้องให้ของขวัญ ต้องร่วมกิจกรรม หรือแม้แต่ต้องใช้เงินเพื่อรักษาความสัมพันธ์ สิ่งเหล่านี้ทำให้การใช้เงินไม่ได้อยู่บนฐานของรายได้เสมอไป

สุดท้ายแล้ว เทศกาลจึงไม่ได้เป็นแค่ช่วงเวลาแห่งความสุข แต่เป็น “จุดทดสอบวินัยทางการเงิน” ของแต่ละคน ว่าจะสามารถสนุกกับมันได้โดยไม่สร้างภาระในอนาคตหรือไม่

วิธีคุมค่าใช้จ่ายช่วงเทศกาลแบบไม่ทำลายความสุข

คำตอบคือ “ควบคุมได้ ถ้าวางแผนก่อนใช้ ไม่ใช่แก้หลังเงินหมด” เพราะปัญหาของการใช้เงินช่วงเทศกาลไม่ได้อยู่ที่การใช้เยอะ แต่คือการ “ไม่มีกรอบ” ทำให้เงินไหลออกไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้จุดหยุด ดังนั้นวิธีคุมที่ได้ผลจริง ไม่ใช่การห้ามใช้ แต่คือการ “กำหนดขอบเขตตั้งแต่ต้น”

สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดคือ คิดว่าการวางแผนจะทำให้เทศกาลไม่สนุก แต่ในความจริงแล้ว คนที่วางแผนดีมักสนุกกว่า เพราะไม่ต้องมานั่งกังวลทีหลังว่าบัญชีจะพังหรือเปล่า ซึ่งเป็นความต่างระหว่าง “ใช้เงินแบบมีสติ” กับ “ใช้เงินตามอารมณ์”

และถ้ามองจากข้อมูลพฤติกรรมที่ผ่านมา จะเห็นว่า คนที่ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ มักไม่ได้ใช้เงินน้อยกว่าคนอื่น แต่ใช้เงิน “ตรงจุด” มากกว่า

ตั้งงบ แบ่งหมวด และเช็กยอดก่อนจ่าย

วิธีที่ใช้ได้จริง และไม่ซับซ้อน สามารถเริ่มจาก 3 ขั้นตอนหลัก:

  • ตั้งงบรวมก่อนเทศกาลเริ่ม
    กำหนดตัวเลขชัดเจนว่า “เทศกาลนี้ใช้ได้เท่าไหร่” โดยใช้เงินที่เหลือจากค่าใช้จ่ายจำเป็นเท่านั้น ไม่ดึงเงินออมฉุกเฉินมาใช้
  • แบ่งงบตามหมวด
    เช่น เดินทาง สังสรรค์ ของขวัญ และสำรอง ซึ่งแนวคิดแบบ 40/30/20/10 (หรือปรับตามไลฟ์สไตล์) จะช่วยให้เห็นลิมิตของแต่ละส่วนชัดขึ้น
  • เช็กยอดทุกครั้งก่อนจ่าย
    โดยเฉพาะในยุคที่ใช้ QR Code หรือ Mobile Banking การดูยอดเงินก่อนจ่ายจะช่วย “เรียกสติ” ได้มากกว่าการมารู้ทีหลัง

หัวใจสำคัญคือ อย่าปล่อยให้ทุกหมวด “ใช้เต็มพร้อมกัน” เพราะนั่นคือจุดเริ่มต้นของงบบานแบบไม่รู้ตัว

ใช้เทศกาลให้คุ้ม โดยไม่ต้องยืมเงินอนาคต

อีกหนึ่งหลักคิดที่สำคัญคือ “อย่าเอาเงินอนาคตมาใช้กับความสุขระยะสั้น” เช่น การรูดบัตรเครดิตโดยไม่มีแผนจ่าย หรือการผ่อนเพื่อซื้อของที่ไม่จำเป็น เพราะสิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนความสุขระยะสั้น ให้กลายเป็นภาระระยะยาวทันที

ถ้าต้องเลือกจริง ๆ วิธีที่ปลอดภัยกว่า คือการ “ลดบางอย่างเพื่อรักษาสมดุล” เช่น

  • ลดจำนวนทริป แต่เลือกทริปที่คุ้ม
  • ลดของฝาก แต่เลือกให้มีความหมาย
  • ลดความถี่การสังสรรค์ แต่ยังคงคุณภาพของช่วงเวลา

สุดท้ายแล้ว เทศกาลที่ดีไม่ใช่เทศกาลที่ใช้เงินเยอะที่สุด แต่คือเทศกาลที่ “จบแล้วไม่กระทบชีวิตหลังจากนั้น” ซึ่งเป็นจุดที่หลายคนมองข้าม

บทสรุป เทศกาล กับการใช้เงินของคนไทย

เทศกาล กับการใช้เงินของคนไทย

เทศกาลทำให้คนไทยใช้เงินมากขึ้นจริง ทั้งจากปัจจัยด้านอารมณ์ สังคม วัฒนธรรม และเทคโนโลยีที่ทำให้การจ่ายเงินง่ายขึ้น โดยเฉพาะในช่วงปีใหม่ที่มีเงินสะพัดระดับแสนล้านบาท และพฤติกรรมเปย์ตัวเองที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง การใช้เงินช่วงเทศกาลก็เป็นดาบสองคม เพราะหากไม่มีการวางแผน อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของหนี้ได้จากรายจ่ายเล็ก ๆ ที่สะสมกัน จนกลายเป็นภาระหลังเทศกาลแบบที่หลายคนไม่ทันตั้งตัว

ความสุขช่วงเทศกาลควรจบพร้อมรอยยิ้ม ไม่ใช่หนี้

แก่นของเรื่องนี้มีแค่นี้เอง เทศกาลไม่ใช่ปัญหา แต่ “วิธีใช้เงินในเทศกาล” ต่างหากที่เป็นตัวกำหนดผลลัพธ์ เพราะสุดท้ายแล้ว ความสุขที่แท้จริงไม่ได้วัดจากจำนวนเงินที่ใช้ แต่คือความสบายใจหลังจากที่มันจบลง

ถ้าเราสามารถสนุกกับเทศกาลได้ โดยไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องเงินในเดือนถัดไป นั่นแปลว่าเราใช้เงินได้ถูกทางแล้ว และนั่นคือจุดที่เทศกาลควรจะเป็นจริง ๆ

ใช้เงินให้เป็น เทศกาลก็ยังสนุกได้โดยไม่เจ็บหลังงานจบ

โดยสรุป เทศกาลคือช่วงเวลาที่เงินไหลง่ายที่สุดในรอบปี แต่ก็เป็นช่วงที่เราสามารถ “ฝึกวินัยการเงิน” ได้ดีที่สุดเช่นกัน เพราะมันเต็มไปด้วยสิ่งล่อใจและสถานการณ์จริงให้ตัดสินใจ

ถ้าคุมได้ในช่วงนี้ ช่วงอื่นของปีจะง่ายขึ้นทันที แต่ถ้าพลาดในช่วงนี้ ผลกระทบก็มักลากยาวกว่าที่คิดสุดท้ายแล้ว ไม่ต้องจำหมด แค่จำสิ่งนี้ก็พอ ใช้เงินให้ทันความสุข ไม่ใช่ใช้จนความสุขหมดตามเงินไป

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง