เอล นีโญ ทำให้โลกร้อนขึ้นจริงไหม เข้าใจให้ชัดก่อนตื่นกลัว

เอล นีโญ ทำให้โลกร้อนขึ้นจริงไหม

เอล นีโญ ทำให้โลกร้อนขึ้นจริงไหม ข้อสงสัยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งหลายคนอาจสังเกตได้ว่าโลกกำลังเผชิญกับอากาศร้อนจัด คลื่นความร้อนที่เกิดบ่อยขึ้น รวมถึงสถิติอุณหภูมิที่ถูกทำลายต่อเนื่อง จนทำให้ชื่อของ “เอลนีโญ” กลับมาอยู่ในหน้าข่าวอีกครั้ง พร้อมคำถามสำคัญว่า เอลนีโญคือสาเหตุที่ทำให้โลกร้อนขึ้นจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่เข้ามาเสริมให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น

  • หาคำตอบ เอล นีโญ ทำให้โลกร้อนขึ้นจริงไหม?
  • เอลนีโญคืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร?
  • เปรียบเทียบ เอลนีโญกับโลกร้อนต่างกันอย่างไร?
  • ซูเปอร์เอลนีโญคืออะไร ควรกลัวแค่ไหน?
  • ผลกระทบของเอลนีโญต่อโลก
  • เอลนีโญกระทบประเทศไทยอย่างไร?
  • เอลนีโญปี 2026 น่ากังวลแค่ไหน?
  • คู่มือการรับมือเอลนีโญ ควรทำอย่างไร?

หาคำตอบ เอล นีโญ ทำให้โลกร้อนขึ้นจริงไหม?

หากถามว่าเอลนีโญทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นจริงหรือไม่ คำตอบคือ ใช่ โดยในช่วงที่เกิดเอลนีโญ อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนจะอุ่นกว่าปกติ ความร้อนจำนวนมหาศาลที่สะสมอยู่ในมหาสมุทรจะถูกถ่ายเทขึ้นสู่บรรยากาศมากขึ้น ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

สาเหตุที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสำคัญกับเอลนีโญเป็นพิเศษ เพราะมหาสมุทรครอบคลุมพื้นที่กว่า 70% ของพื้นผิวโลก และเป็นแหล่งกักเก็บพลังงานความร้อนขนาดใหญ่ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในมหาสมุทรแปซิฟิก ผลกระทบจึงสามารถส่งต่อไปยังระบบภูมิอากาศทั่วโลกได้

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือช่วงปี 1997–1998 และ 2015–2016 ซึ่งเป็นเอลนีโญระดับรุนแรง โดยทั้งสองช่วงเวลาดังกล่าวมีการบันทึกอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ และหลายพื้นที่ทั่วโลกเผชิญทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม และสภาพอากาศสุดขั้วพร้อมกัน (17 เมษายน 2026) [1]

แม้ว่า เอลนีโญทำให้โลกร้อนขึ้น คือเรื่องจริง แต่ไม่ใช่สาเหตุหลักของโลกร้อน

จุดที่มักทำให้หลายคนเข้าใจผิดคือการคิดว่า เอลนีโญคือสาเหตุของภาวะโลกร้อนทั้งหมด ซึ่งในความเป็นจริง เอลนีโญเป็นเพียงความผันแปรทางธรรมชาติของระบบภูมิอากาศโลกที่เกิดขึ้นเป็นรอบ ๆ ทุกประมาณ 2–7 ปี และมักกินเวลาประมาณ 9–12 เดือน หรือบางครั้งอาจยาวนานกว่านั้น

ในขณะที่ภาวะโลกร้อน (Global Warming) เป็นแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกในระยะยาว ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมาหลายสิบปี โดยมีปัจจัยหลักมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และก๊าซอื่น ๆ ที่สะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศ

กล่าวง่าย ๆ คือ

  • เอลนีโญ = ตัวเร่งอุณหภูมิระยะสั้น
  • โลกร้อน = แนวโน้มระยะยาวของโลกที่อุ่นขึ้น

ดังนั้น หากโลกกำลังร้อนขึ้นอยู่แล้วจากภาวะโลกร้อน และเกิดเอลนีโญที่รุนแรงขึ้นมาในช่วงเวลาเดียวกัน ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็อาจถูกขยายให้รุนแรงขึ้นกว่าเดิม

ทำไม ปีเอลนีโญ จึงมักร้อนกว่าปกติ?

นักวิทยาศาสตร์มักเปรียบมหาสมุทรว่าเป็น “แบตเตอรี่ความร้อนของโลก” ซึ่งในภาวะปกติ มหาสมุทรจะดูดซับความร้อนส่วนเกินจำนวนมากจากบรรยากาศไว้ แต่เมื่อเกิดเอลนีโญ ระบบการไหลเวียนของน้ำทะเลและลมเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกจะเปลี่ยนแปลง ทำให้ความร้อนบางส่วนที่เคยถูกเก็บไว้ในมหาสมุทรถูกปลดปล่อยกลับสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้น

ผลที่ตามมาคือ

  • อุณหภูมิเฉลี่ยโลกสูงขึ้น
  • คลื่นความร้อนเกิดบ่อยขึ้น
  • พื้นที่แห้งแล้งบางแห่งร้อนและแล้งกว่าเดิม
  • ความต้องการใช้น้ำและพลังงานเพิ่มขึ้น
  • ความเสี่ยงไฟป่าสูงขึ้นในหลายภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเท่ากันทุกประเทศ เพราะแต่ละพื้นที่ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น มรสุม กระแสลมในภูมิภาค และลักษณะภูมิประเทศ

เอลนีโญคืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร?

ก่อนจะเข้าใจว่าเอลนีโญส่งผลต่ออุณหภูมิโลกอย่างไร เราควรเข้าใจกลไกพื้นฐานของปรากฏการณ์นี้ก่อน

เอลนีโญ (El Niño) เป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิอากาศธรรมชาติที่เรียกว่า ENSO หรือ El Niño–Southern Oscillation ซึ่งเป็นความผันแปรของมหาสมุทรและบรรยากาศในบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน (8 มิถุนายน 2026) [2]

โดยปกติแล้ว ลมค้าจะพัดจากฝั่งอเมริกาใต้ไปยังฝั่งเอเชียและออสเตรเลียอย่างต่อเนื่อง ทำให้มวลน้ำอุ่นถูกผลักไปสะสมทางฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก ส่งผลให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความชื้นสูงและมีฝนตกค่อนข้างมาก

แต่เมื่อระบบนี้อ่อนกำลังลง รูปแบบการไหลเวียนของน้ำและอากาศจะเปลี่ยนไป และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเอลนีโญ

น้ำทะเลแปซิฟิกอุ่นผิดปกติคือจุดเริ่มต้น

ลักษณะเด่นที่สุดของเอลนีโญคือ อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกสูงกว่าค่าเฉลี่ย

เมื่อน้ำทะเลอุ่นขึ้น ปริมาณความร้อนและไอน้ำที่ถูกส่งขึ้นสู่บรรยากาศก็เพิ่มขึ้นตาม ส่งผลให้ตำแหน่งของเมฆ ฝน และการไหลเวียนของอากาศทั่วโลกเปลี่ยนแปลงไป

ประเทศที่อยู่ใกล้บริเวณน้ำอุ่น เช่น เปรู และเอกวาดอร์ มักมีฝนตกมากกว่าปกติ ในขณะที่หลายประเทศทางฝั่งเอเชียและออสเตรเลียอาจเผชิญฝนน้อยลงและมีความเสี่ยงภัยแล้งเพิ่มขึ้น

ลมค้าอ่อนกำลัง ทำให้ฝนและความร้อนย้ายตำแหน่ง

อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือการอ่อนกำลังของลมค้า (Trade Winds) ส่งผลให้เมื่อแรงลมลดลง มวลน้ำอุ่นที่เคยสะสมอยู่ทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกจะไหลย้อนกลับไปทางตะวันออกมากขึ้น ทำให้รูปแบบการก่อตัวของเมฆและฝนเปลี่ยนตำแหน่งตามไปด้วย

ผลลัพธ์คือบางพื้นที่ได้รับฝนมากผิดปกติ ขณะที่บางพื้นที่กลับแห้งแล้งกว่าที่เคยเป็น

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเอลนีโญจึงไม่ได้หมายถึงแค่ “โลกที่ร้อนขึ้น” เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงของปริมาณฝน พายุ และทรัพยากรน้ำในหลายภูมิภาคทั่วโลกอีกด้วย

เอลนีโญ ลานีญา และภาวะปกติต่างกันอย่างไร?

แม้หลายคนจะเคยได้ยินคำว่า “เอลนีโญ” และ “ลานีญา” อยู่บ่อยครั้ง แต่จริง ๆ แล้วทั้งสองเป็นเพียงคนละด้านของระบบเดียวกันที่เรียกว่า ENSO (El Niño–Southern Oscillation)

ระบบนี้มีอยู่ 3 สถานะหลัก ได้แก่

  1. ภาวะปกติ (Neutral)
  2. เอลนีโญ (El Niño)
  3. ลานีญา (La Niña)

ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนและความแรงของลมค้า

สถานะอุณหภูมิผิวน้ำทะเลแปซิฟิกแนวโน้มผลกระทบต่อโลกผลต่อไทยโดยทั่วไป
ภาวะปกติใกล้ค่าเฉลี่ยสภาพอากาศใกล้เคียงปกติฝนตามฤดูกาล
เอลนีโญอุ่นกว่าปกติอุณหภูมิโลกสูงขึ้นร้อนขึ้น ฝนน้อยลงบางช่วง
ลานีญาเย็นกว่าปกติอุณหภูมิโลกลดลงเล็กน้อยฝนมากขึ้น ความเสี่ยงน้ำท่วมเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจริงในแต่ละปีอาจแตกต่างกันได้ เพราะยังมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นมรสุม กระแสน้ำทะเล หรือความแปรปรวนของสภาพอากาศในภูมิภาคต่าง ๆ

สิ่งสำคัญคือ การเกิดเอลนีโญไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่จะแล้งเสมอไป เช่น บางประเทศในอเมริกาใต้อาจมีฝนตกหนักขึ้น ขณะที่บางพื้นที่ในเอเชียกลับมีฝนน้อยลง

เปรียบเทียบ เอลนีโญ กับ โลกร้อน ต่างกันอย่างไร?

เอล นีโญ ทำให้โลกร้อนขึ้นจริงไหม

นี่คือประเด็นที่หลายบทความในผลค้นหาพูดถึง แต่ยังอธิบายไม่ชัดเจนมากนัก

หลายคนเห็นข่าวว่า “ปีนี้ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ เพราะเอลนีโญ” จึงเข้าใจว่าเอลนีโญคือสาเหตุของภาวะโลกร้อน แต่ในทางวิทยาศาสตร์ ทั้งสองเรื่องเป็นคนละปรากฏการณ์

เอลนีโญคือ ความแปรปรวนตามธรรมชาติ

เอลนีโญเป็นวงจรธรรมชาติที่เกิดขึ้นมานานหลายพันปี ก่อนที่มนุษย์จะเริ่มปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูงเสียอีก

ลักษณะสำคัญคือ

  • เกิดเป็นรอบ ๆ ทุกประมาณ 2–7 ปี
  • ส่งผลชั่วคราวประมาณ 9–18 เดือน
  • เกี่ยวข้องกับมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน
  • มีทั้งช่วงรุนแรงและไม่รุนแรง
  • สามารถเปลี่ยนรูปแบบฝนและอุณหภูมิทั่วโลกได้

เมื่อปรากฏการณ์สิ้นสุดลง ระบบจะค่อย ๆ กลับเข้าสู่ภาวะปกติ หรือเปลี่ยนไปสู่ลานีญาในบางกรณี

กล่าวง่าย ๆ คือ เอลนีโญเป็น “เหตุการณ์ชั่วคราว” ที่เกิดขึ้นเป็นรอบ

โลกร้อนคือ แนวโน้มระยะยาวจากก๊าซเรือนกระจก

ภาวะโลกร้อน (Global Warming) แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน

โลกร้อนไม่ได้เกิดเป็นรอบ แต่เป็นแนวโน้มระยะยาวที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

สาเหตุหลักคือ

  • การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล
  • การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์
  • การตัดไม้ทำลายป่า
  • การปล่อยก๊าซมีเทนจากภาคเกษตรและอุตสาหกรรม
  • การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน

ผลที่เกิดขึ้นคือ

  • อุณหภูมิเฉลี่ยโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
  • คลื่นความร้อนเกิดบ่อยขึ้น
  • ธารน้ำแข็งละลาย
  • ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น
  • สภาพอากาศสุดขั้วมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น

ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนาน ไม่ได้จบลงภายใน 1-2 ปีเหมือนเอลนีโญ

ตารางเปรียบเทียบ เอลนีโญ กับ โลกร้อน

ประเด็นเอลนีโญโลกร้อน
ประเภทความแปรปรวนทางธรรมชาติแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงระยะยาว
สาเหตุการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิน้ำทะเลและลมในแปซิฟิกการสะสมก๊าซเรือนกระจก
ระยะเวลาประมาณ 9–18 เดือนหลายสิบปีต่อเนื่อง
ผลต่ออุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นชั่วคราวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
การเกิดซ้ำทุก 2–7 ปีดำเนินต่อเนื่อง
หยุดเองได้หรือไม่ได้ไม่ได้ หากไม่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

จากตารางจะเห็นได้ว่า เอลนีโญและโลกร้อนไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แต่สามารถเสริมผลกระทบซึ่งกันและกันได้

เมื่อสองอย่างเกิดพร้อมกัน ผลกระทบจึงแรงขึ้น

นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากมองว่า ความน่ากังวลในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่เอลนีโญเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การที่เอลนีโญกำลังเกิดขึ้นบนโลกที่มีอุณหภูมิพื้นฐานสูงกว่าที่เคยเป็น

ลองนึกภาพว่า

  • ในอดีต โลกอาจมีอุณหภูมิเฉลี่ยระดับหนึ่ง
  • เอลนีโญเข้ามาเพิ่มความร้อนอีกเล็กน้อย
  • อุณหภูมิจึงสูงขึ้นชั่วคราว

แต่ปัจจุบัน

  • โลกอุ่นขึ้นจากก๊าซเรือนกระจกอยู่แล้ว
  • เมื่อเอลนีโญเข้ามาซ้อน
  • อุณหภูมิอาจพุ่งสูงจนทำลายสถิติเดิมได้ง่ายกว่าเดิม

นี่เป็นเหตุผลที่หลายสถิติอุณหภูมิโลกสูงสุดในประวัติศาสตร์มักเกิดขึ้นในช่วงที่มีเอลนีโญร่วมด้วย

ดังนั้น หากถามว่าเอลนีโญทำให้โลกร้อนขึ้นจริงไหม คำตอบที่แม่นยำที่สุดคือ

“เอลนีโญทำให้โลกอุ่นขึ้นได้จริงในระยะสั้น แต่โลกที่กำลังร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่องจากก๊าซเรือนกระจกต่างหากที่เป็นเหตุผลหลักว่าทำไมอุณหภูมิในปัจจุบันจึงสูงกว่าหลายสิบปีก่อนอย่างชัดเจน”

ซูเปอร์เอลนีโญคืออะไร ควรกลัวแค่ไหน?

เมื่อใดก็ตามที่มีสัญญาณว่าเอลนีโญกำลังก่อตัวขึ้น สื่อทั่วโลกมักหยิบคำว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” ขึ้นมาใช้อยู่เสมอ เพราะเป็นคำที่ดึงดูดความสนใจได้ดี และทำให้คนทั่วไปเห็นภาพว่าปรากฏการณ์ครั้งนั้นอาจรุนแรงกว่าปกติ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรเข้าใจก่อนคือ ไม่ใช่ทุกเอลนีโญจะกลายเป็นซูเปอร์เอลนีโญ และแม้จะเกิดขึ้นจริง ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศจะได้รับผลกระทบในระดับเดียวกัน

ซูเปอร์เอลนีโญ ไม่ใช่คำทางวิทยาศาสตร์แบบเป็นทางการ

นักวิทยาศาสตร์หลายคน รวมไปถึงผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์พยากรณ์ภูมิอากาศระดับโลก อธิบายตรงกันว่า คำว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” ไม่ใช่คำจำกัดความทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการเหมือนคำว่า El Niño หรือ La Niña

โดยทั่วไปคำนี้มักถูกใช้เพื่อเรียก “เหตุการณ์เอลนีโญที่มีความรุนแรงมากเป็นพิเศษ” ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลาง และตะวันออกที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย (21 เมษายน 2026) [3]

ตัวอย่างเหตุการณ์ที่มักถูกยกมาอ้างอิง ได้แก่

  • เอลนีโญปี 1982–1983
  • เอลนีโญปี 1997–1998
  • เอลนีโญปี 2015–2016

ทั้งสามครั้งถือเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อสภาพอากาศทั่วโลกอย่างชัดเจน และมักถูกจัดอยู่ในกลุ่มเอลนีโญระดับรุนแรงมาก

ทำไมข่าวถึงชอบใช้คำว่า “ก็อดซิลลาเอลนีโญ”

ในบางช่วง สื่อบางแห่งใช้คำว่า “Godzilla El Niño” หรือ “ก็อดซิลลาเอลนีโญ” เพื่อสื่อถึงความรุนแรงระดับสูงสุด

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศหลายคนมองว่าคำดังกล่าวเป็นคำที่ใช้ในเชิงสื่อสารมากกว่าทางวิชาการ เพราะอาจทำให้ประชาชนเข้าใจว่าหายนะขนาดใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ทั้งที่ความเป็นจริงยังมีปัจจัยอีกจำนวนมากที่กำหนดว่าผลกระทบจะรุนแรงเพียงใด

นี่จึงเป็นเหตุผลที่นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากมักแนะนำให้ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาและศูนย์พยากรณ์ภูมิอากาศโดยตรง มากกว่าตัดสินจากพาดหัวข่าวเพียงอย่างเดียว

ระดับความรุนแรงไม่ได้แปลว่าทุกประเทศจะได้รับผลกระทบเท่ากัน

อีกหนึ่งความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยคือ หากเอลนีโญมีความรุนแรงมาก ทุกพื้นที่ของโลกจะได้รับผลกระทบรุนแรงเท่ากัน

ความจริงแล้วผลกระทบของเอลนีโญขึ้นอยู่กับตำแหน่งทางภูมิศาสตร์และระบบอากาศในแต่ละภูมิภาค

ตัวอย่างเช่น

  • เปรูและเอกวาดอร์อาจมีฝนตกหนักผิดปกติ
  • อินโดนีเซียและออสเตรเลียอาจเผชิญภัยแล้งมากขึ้น
  • บางพื้นที่ในแอฟริกาอาจมีปัญหาด้านความมั่นคงทางอาหาร
  • สหรัฐอเมริกาบางรัฐอาจมีฝนเพิ่มขึ้นหรือพายุเปลี่ยนรูปแบบ

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบที่มักถูกจับตามองมากที่สุดคืออุณหภูมิที่สูงขึ้น ฝนทิ้งช่วง และความเสี่ยงด้านทรัพยากรน้ำ โดยเฉพาะในภาคเกษตร

ดังนั้น การประเมินผลกระทบควรดูจากบริบทของแต่ละประเทศ ไม่ใช่ดูเฉพาะระดับความแรงของเอลนีโญเพียงอย่างเดียว

ผลกระทบของเอลนีโญต่อโลก

เหตุผลที่เอลนีโญได้รับความสนใจจากนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ไม่ใช่เพราะมันทำให้อากาศร้อนขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะมันสามารถเปลี่ยนรูปแบบสภาพอากาศในหลายภูมิภาคพร้อมกัน

ในบางประเทศ เอลนีโญอาจหมายถึงภัยแล้งรุนแรง แต่ในอีกซีกโลกหนึ่งกลับหมายถึงฝนตกหนักและน้ำท่วม

นี่คือหนึ่งในปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มีอิทธิพลต่อระบบภูมิอากาศโลกมากที่สุดชนิดหนึ่ง

ภัยแล้ง ฝนหนัก น้ำท่วม และคลื่นความร้อน

ผลกระทบที่พบได้บ่อยจากเอลนีโญ ได้แก่

1. ภัยแล้ง

หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงบางส่วนของออสเตรเลีย มักมีฝนน้อยกว่าปกติในช่วงเอลนีโญ

เมื่อฝนลดลงเป็นเวลานาน

  • แหล่งน้ำธรรมชาติลดลง
  • เขื่อนมีน้ำต้นทุนน้อยลง
  • พืชผลทางการเกษตรได้รับผลกระทบ
  • ความเสี่ยงไฟป่าเพิ่มขึ้น

2. ฝนตกหนักและน้ำท่วม

ในทางกลับกัน ประเทศบริเวณชายฝั่งตะวันตกของอเมริกาใต้ เช่น เปรู และเอกวาดอร์ มักมีฝนตกมากกว่าปกติ

ผลที่ตามมาอาจรวมถึง

  • น้ำท่วมฉับพลัน
  • ดินถล่ม
  • ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน
  • ความเสียหายทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

3. คลื่นความร้อน

เมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นจากอิทธิพลของเอลนีโญ หลายพื้นที่อาจเผชิญคลื่นความร้อนบ่อยขึ้น

ผลกระทบที่ตามมา เช่น

  • ความเสี่ยงโรคลมแดด
  • การเสียชีวิตจากอากาศร้อน
  • การใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
  • ภาระต่อระบบสาธารณสุข

4. ไฟป่า

พื้นที่ที่อากาศร้อนและแห้งต่อเนื่องเป็นเวลานานมีความเสี่ยงเกิดไฟป่าสูงขึ้น

ในอดีต เอลนีโญหลายครั้งมีความเชื่อมโยงกับไฟป่าขนาดใหญ่ใน

  • อินโดนีเซีย
  • ออสเตรเลีย
  • บางพื้นที่ของอเมริกาใต้

ผลต่อเกษตร น้ำ พลังงาน สุขภาพ และเศรษฐกิจโลก

ผลกระทบของเอลนีโญไม่ได้หยุดอยู่ที่สภาพอากาศ แต่สามารถส่งต่อเป็นลูกโซ่ไปยังหลายภาคส่วนสำคัญ

ภาคส่วนผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
เกษตรกรรมผลผลิตลดลงจากฝนทิ้งช่วงและอากาศร้อน
ทรัพยากรน้ำปริมาณน้ำต้นทุนลดลงในหลายพื้นที่
พลังงานความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากการใช้เครื่องปรับอากาศ
สุขภาพเสี่ยงโรคจากความร้อนและคุณภาพอากาศ
เศรษฐกิจต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพอาจเพิ่มขึ้น

นี่จึงเป็นเหตุผลที่องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) และหน่วยงานด้านภูมิอากาศหลายแห่งให้ความสำคัญกับการติดตามเอลนีโญอย่างใกล้ชิด เพราะผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเรื่องอากาศเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงความมั่นคงด้านอาหาร น้ำ พลังงาน และเศรษฐกิจในระดับโลกด้วย

เอลนีโญกระทบประเทศไทยอย่างไร?

เอล นีโญ ทำให้โลกร้อนขึ้นจริงไหม

แม้เอลนีโญจะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิก แต่ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริเวณนั้นเท่านั้น ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับอิทธิพลทางอ้อมจากการเปลี่ยนแปลงของระบบบรรยากาศโลก โดยเฉพาะเรื่องปริมาณฝน อุณหภูมิ และทรัพยากรน้ำ

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ควรเข้าใจคือ เอลนีโญไม่ได้ทำให้สภาพอากาศของไทยเปลี่ยนไปในรูปแบบเดียวทุกครั้ง เพราะยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น มรสุม พายุหมุนเขตร้อน และสภาพอากาศในภูมิภาคเข้ามามีบทบาทร่วมด้วย

ถึงแม้จะไม่สามารถใช้เอลนีโญเพียงอย่างเดียวในการทำนายสภาพอากาศทั้งปีได้ แต่หลายหน่วยงานก็ยังคงติดตาม ผลกระทบจาก เอล นีโญ 2026 อย่างใกล้ชิด เนื่องจากปรากฏการณ์นี้มีแนวโน้มส่งผลต่อการบริหารจัดการน้ำ ภาคเกษตร และการใช้พลังงานของประเทศในวงกว้าง

1. อากาศร้อนกว่าปกติ

ผลกระทบที่คนไทยส่วนใหญ่สัมผัสได้ชัดที่สุดคืออุณหภูมิที่สูงขึ้น

จากการศึกษาข้อมูลในอดีตพบว่า ปีที่เกิดเอลนีโญมักมีอุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศไทยสูงกว่าปกติ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนและช่วงต้นฤดูฝน

สาเหตุสำคัญมาจาก

  • เมฆและฝนลดลงในหลายพื้นที่
  • พื้นดินสะสมความร้อนได้มากขึ้น
  • การระเหยของน้ำเพิ่มขึ้น
  • อากาศร้อนสะสมต่อเนื่องเป็นเวลานาน

ผลที่ตามมาคือ

  • ความต้องการใช้เครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้น
  • ค่าไฟฟ้าสูงขึ้น
  • ความเสี่ยงโรคลมแดดและภาวะขาดน้ำเพิ่มขึ้น
  • ผู้ที่ทำงานกลางแจ้งได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษ

สำหรับเมืองใหญ่ที่มีปรากฏการณ์เกาะความร้อนเมือง (Urban Heat Island) อยู่แล้ว เช่น กรุงเทพมหานคร หรือหัวเมืองขนาดใหญ่ ความร้อนที่เพิ่มขึ้นจากเอลนีโญอาจยิ่งทำให้อุณหภูมิที่ประชาชนรู้สึกจริงสูงกว่าค่าที่วัดได้อีก

2. ฝนน้อยหรือฝนทิ้งช่วง โดยเฉพาะต้นฤดูฝน

อีกหนึ่งลักษณะที่พบได้บ่อยในปีเอลนีโญคือปริมาณฝนที่ลดลง โดยเฉพาะในช่วงต้นฤดูฝน

ในหลายกรณีอาจพบว่า

  • ฤดูฝนเริ่มช้ากว่าปกติ
  • ฝนกระจายตัวไม่สม่ำเสมอ
  • เกิดฝนทิ้งช่วงเป็นระยะ
  • บางพื้นที่มีฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยต่อเนื่องหลายเดือน

ผลกระทบดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อภาคเกษตร เพราะพืชหลายชนิดต้องอาศัยน้ำในช่วงเริ่มต้นการเพาะปลูก หากฝนมาช้าหรือปริมาณน้ำไม่เพียงพอ อาจทำให้เกษตรกรต้องปรับแผนการเพาะปลูกหรือเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ พื้นที่ที่พึ่งพาน้ำฝนเป็นหลักยังอาจเผชิญปัญหาขาดแคลนน้ำเร็วกว่าปกติ โดยเฉพาะหากมีช่วงอากาศร้อนยาวนานร่วมด้วย

3. เกษตร น้ำต้นทุน และค่าไฟอาจได้รับผลกระทบ

เมื่อฝนน้อยลงและอุณหภูมิสูงขึ้น ผลกระทบจะเริ่มขยายวงกว้างไปสู่ภาคเศรษฐกิจ

ด้านทรัพยากรน้ำ

  • ปริมาณน้ำในเขื่อนอาจลดลงเร็วขึ้น
  • น้ำต้นทุนสำหรับการเกษตรลดลง
  • ความเสี่ยงขาดแคลนน้ำในบางพื้นที่เพิ่มขึ้น

ด้านเกษตรกรรม

  • พืชใช้น้ำมากขึ้น
  • ผลผลิตบางชนิดอาจลดลง
  • ต้นทุนการสูบน้ำและจัดการแปลงเกษตรเพิ่มขึ้น

ด้านพลังงาน

  • ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นจากการเปิดเครื่องปรับอากาศ
  • ระบบไฟฟ้าต้องรองรับการใช้พลังงานในช่วงพีคมากขึ้น

แม้ผลกระทบจะไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทุกพื้นที่ แต่หลายภาคส่วนมักเริ่มวางแผนรับมือล่วงหน้าเมื่อมีสัญญาณว่าเอลนีโญกำลังก่อตัวขึ้น

ทำไม เอลนีโญ ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีน้ำท่วมเลย

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ หลายคนคิดว่าเอลนีโญหมายถึงภัยแล้งอย่างเดียว

ในความเป็นจริง เอลนีโญมีแนวโน้มทำให้ปริมาณฝนโดยรวมลดลงในหลายพื้นที่ของไทย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีฝนตกหนักหรือน้ำท่วมเกิดขึ้น

เหตุผลคือ

  • พายุหมุนเขตร้อนยังสามารถเกิดขึ้นได้
  • มรสุมยังคงมีอิทธิพลต่อประเทศไทย
  • ฝนอาจตกกระจุกตัวในช่วงเวลาสั้น ๆ

จึงอาจเกิดสถานการณ์ที่ทั้งปีมีฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย แต่บางจังหวัดยังเผชิญน้ำท่วมฉับพลันจากฝนตกหนักในระยะสั้นได้

นี่จึงเป็นเหตุผลที่นักอุตุนิยมวิทยามักย้ำว่า การติดตามสภาพอากาศตามช่วงเวลายังคงมีความสำคัญ ไม่ควรสรุปจากคำว่า “เอลนีโญ” เพียงอย่างเดียว

เอลนีโญปี 2026 น่ากังวลแค่ไหน?

หลังจากมีรายงานจากหลายหน่วยงานด้านภูมิอากาศว่ามีแนวโน้มเกิดเอลนีโญในช่วงปี 2026 หลายคนจึงเริ่มตั้งคำถามว่าครั้งนี้จะรุนแรงเหมือนปี 1997–1998 หรือ 2015–2016 หรือไม่

คำตอบที่ตรงที่สุดในเวลานี้คือ “ยังไม่มีใครสามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัด” แม้แบบจำลองภูมิอากาศจำนวนมากจะชี้ว่ามีโอกาสเกิดเอลนีโญในระดับค่อนข้างสูง แต่ระดับความรุนแรงยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่พอสมควร

ข้อมูลล่าสุด บอกว่ามีโอกาสเกิดสูง

หน่วยงานด้านภูมิอากาศระดับโลกหลายแห่ง เช่น WMO, NOAA และศูนย์พยากรณ์ภูมิอากาศต่าง ๆ มีมุมมองไปในทิศทางเดียวกันว่า สภาพมหาสมุทรแปซิฟิกมีแนวโน้มเอื้อต่อการก่อตัวของเอลนีโญ

ปัจจัยที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่

  • อุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย
  • การเปลี่ยนแปลงของลมค้า
  • ปริมาณความร้อนสะสมใต้ผิวน้ำทะเล

ข้อมูลเหล่านี้เป็นสัญญาณสำคัญที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการติดตามพัฒนาการของ ENSO อย่างต่อเนื่อง

ระดับความแรงยังต้องติดตามต่อ

สิ่งที่หลายคนสนใจมากที่สุดคือ เอลนีโญครั้งนี้จะกลายเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” หรือไม่

แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์พบว่าการพยากรณ์ความรุนแรงล่วงหน้าเป็นเรื่องยากกว่าการพยากรณ์ว่าจะเกิดหรือไม่เกิด

ในอดีตเคยมีกรณีที่

  • แบบจำลองคาดว่าจะเกิดเอลนีโญแรง
  • แต่สถานการณ์จริงอ่อนกว่าที่คาด

รวมถึงบางปีที่คาดว่าจะเกิดเอลนีโญ แต่กลับเปลี่ยนทิศทางไปสู่สภาวะเป็นกลางหรือลานีญาในเวลาต่อมา

ดังนั้น การเห็นพาดหัวข่าวที่ระบุว่า “ซูเปอร์เอลนีโญกำลังมาแน่นอน” จึงควรใช้ความระมัดระวังในการตีความ

สิ่งที่ควรดูคือข้อมูลจากหน่วยงานทางการ ไม่ใช่พาดหัวข่าวอย่างเดียว

หนึ่งในข้อแนะนำที่นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศพูดตรงกันคือ การติดตามข้อมูลจากแหล่งทางการมีความสำคัญมากกว่าการตัดสินจากพาดหัวข่าวที่มักเน้นความรุนแรงเพื่อดึงดูดความสนใจ

สิ่งที่ควรติดตาม ได้แก่

  • ประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา
  • รายงานจาก WMO
  • รายงานจาก NOAA
  • สถานการณ์น้ำจากหน่วยงานบริหารจัดการน้ำของประเทศ

เพราะข้อมูลเหล่านี้จะสะท้อนสถานการณ์จริงมากกว่าการคาดการณ์แบบหวือหวา

ในท้ายที่สุด สิ่งที่ควรให้ความสำคัญอาจไม่ใช่คำถามว่า “จะเกิดซูเปอร์เอลนีโญหรือไม่” แต่คือ “หากเกิดขึ้นจริง เราควรเตรียมตัวอย่างไร” มากกว่า

เปิดคู่มือ ควรรับมือเอลนีโญอย่างไร?

แม้เอลนีโญจะเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มนุษย์ไม่สามารถหยุดยั้งได้ แต่เราสามารถลดความเสี่ยงและเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในด้านน้ำ พลังงาน สุขภาพ และการเกษตร

การเตรียมตัวที่ดีไม่ได้หมายความว่าต้องตื่นตระหนก แต่คือการติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดและปรับแผนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

สำหรับประชาชนทั่วไป

สิ่งที่ประชาชนสามารถเริ่มทำได้ทันที คือการเตรียมพร้อมสำหรับช่วงอากาศร้อนและความผันผวนของสภาพอากาศ

แนวทางเบื้องต้น ได้แก่

  • ใช้น้ำอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ
  • ติดตามประกาศสภาพอากาศจากหน่วยงานทางการ
  • หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานานในช่วงอากาศร้อนจัด
  • ดูแลผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ที่มีโรคประจำตัวเป็นพิเศษ
  • เตรียมสำรองน้ำดื่มและอุปกรณ์จำเป็นในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง

แม้หลายคนอาจมองว่าเอลนีโญเป็นเรื่องไกลตัว แต่ผลกระทบด้านอุณหภูมิและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานมักเป็นสิ่งที่ทุกครัวเรือนสัมผัสได้โดยตรง

สำหรับเกษตรกรและผู้ใช้น้ำจำนวนมาก

ภาคเกษตรถือเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากเอลนีโญมากที่สุด

การวางแผนล่วงหน้าจึงมีความสำคัญ เช่น

  • ติดตามปริมาณน้ำต้นทุนในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ
  • ปรับช่วงเวลาการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ
  • เลือกพืชที่ใช้น้ำน้อยในพื้นที่เสี่ยง
  • เตรียมระบบกักเก็บน้ำหรือแหล่งน้ำสำรอง
  • วางแผนรับมือกรณีฝนทิ้งช่วงยาวนานกว่าปกติ

สำหรับพื้นที่ที่พึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก การเตรียมตัวตั้งแต่ต้นฤดูกาลมักช่วยลดความเสียหายได้มากกว่าการแก้ปัญหาเมื่อเกิดภัยแล้งแล้ว

สำหรับภาคธุรกิจและหน่วยงาน

ธุรกิจหลายประเภทได้รับผลกระทบจากเอลนีโญโดยตรงและทางอ้อม

ตัวอย่างเช่น

  • ธุรกิจเกษตรและอาหาร
  • อุตสาหกรรมที่ใช้น้ำจำนวนมาก
  • ภาคพลังงาน
  • ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์
  • ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและสาธารณสุข

การติดตามแนวโน้มสภาพอากาศและวางแผนบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า จะช่วยลดผลกระทบด้านต้นทุนและการดำเนินงานได้มากกว่าการรอให้ปัญหาเกิดขึ้นแล้วค่อยปรับตัว

สรุป เอล นีโญ ทำให้โลกร้อนขึ้นจริงไหม?

หลังจากทำความเข้าใจกลไกและผลกระทบของเอลนีโญแล้ว คำตอบของคำถามหลักก็ชัดเจนขึ้นมาก

เอลนีโญเป็นตัวเร่งความร้อนระยะสั้น

เอลนีโญสามารถทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นได้จริง เพราะเป็นช่วงที่มหาสมุทรแปซิฟิกปล่อยความร้อนสะสมออกสู่บรรยากาศมากกว่าปกติ

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดของโลกมักเกิดขึ้นในช่วงที่มีเอลนีโญร่วมด้วย

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบนี้มักอยู่ในลักษณะของการเพิ่มความร้อนในระยะสั้น ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงถาวรของภูมิอากาศโลก

โลกร้อนคือปัจจัยหลักระยะยาว

หากมองในภาพใหญ่ การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาไม่ได้เกิดจากเอลนีโญเพียงอย่างเดียว

สาเหตุหลักยังคงเป็นการสะสมของก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์ ซึ่งทำให้โลกมีแนวโน้มอุ่นขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองเรื่องจึงเปรียบได้กับ

  • โลกร้อน = แนวโน้มพื้นฐานที่ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเรื่อย ๆ
  • เอลนีโญ = ตัวเร่งที่อาจทำให้ปีนั้นร้อนขึ้นกว่าปกติอีกระดับหนึ่ง

เมื่อทั้งสองปัจจัยเกิดขึ้นพร้อมกัน ผลกระทบด้านอุณหภูมิ คลื่นความร้อน ภัยแล้ง และสภาพอากาศสุดขั้วจึงมีโอกาสเด่นชัดมากขึ้น

เข้าใจข้อมูลอย่างถูกต้อง ดีกว่าตื่นกลัวซูเปอร์เอลนีโญเกินจริง

ในช่วงที่มีข่าวเกี่ยวกับซูเปอร์เอลนีโญหรือสภาพอากาศสุดขั้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการแยกข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ออกจากพาดหัวข่าวที่เน้นสร้างความตื่นเต้น

แม้เอลนีโญจะเป็นปรากฏการณ์ที่ควรติดตาม เพราะสามารถส่งผลต่ออุณหภูมิ ปริมาณฝน ทรัพยากรน้ำ และเศรษฐกิจในหลายประเทศ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกพื้นที่จะเผชิญผลกระทบหนักเท่ากัน หรือทุกการคาดการณ์จะเกิดขึ้นจริงตามที่คาดไว้

สุดท้ายแล้ว การรับมือกับเอลนีโญที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่การตื่นกลัวกับคำว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” แต่คือการติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ เตรียมพร้อมต่อความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น และเข้าใจว่าเอลนีโญเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยที่กำลังกำหนดสภาพอากาศของโลกในปัจจุบัน

เพราะเมื่อเข้าใจภาพรวมทั้งหมด เราจะมองเห็นได้ชัดขึ้นว่า เอลนีโญทำให้โลกอุ่นขึ้นได้จริง แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาวต่างหากที่เป็นโจทย์ใหญ่ของโลกในศตวรรษนี้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ เอลนีโญ

1: ถ้าเอลนีโญทำให้โลกร้อนขึ้น แล้วทำไมบางประเทศยังเจอฝนตกหนักหรือน้ำท่วม?

เพราะเอลนีโญไม่ได้ทำให้ทุกพื้นที่ร้อนและแห้งเหมือนกัน ผลกระทบหลักคือการเปลี่ยนตำแหน่งของลมและฝนในระบบภูมิอากาศโลก ทำให้บางประเทศมีฝนน้อยลง ขณะที่บางประเทศกลับมีฝนตกหนักและเสี่ยงน้ำท่วมมากกว่าปกติ เช่น เปรูและเอกวาดอร์ในอเมริกาใต้

2: ถ้าไม่มีภาวะโลกร้อน เอลนีโญยังน่ากังวลอยู่ไหม?

น่ากังวลอยู่แล้ว เพราะในอดีตก่อนยุคโลกร้อน เอลนีโญก็เคยสร้างภัยแล้ง น้ำท่วม และความเสียหายทางเศรษฐกิจมาแล้วหลายครั้ง เพียงแต่ในปัจจุบันโลกมีอุณหภูมิพื้นฐานสูงกว่าเดิม ทำให้ผลกระทบบางอย่างอาจเด่นชัดและรุนแรงขึ้นกว่าในอดีต

3: เอลนีโญสามารถทำให้หน้าฝนมาช้ากว่าปกติได้จริงหรือไม่?

ได้ โดยเฉพาะในหลายประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย เอลนีโญมักสัมพันธ์กับฝนที่เริ่มช้ากว่าปกติหรือเกิดฝนทิ้งช่วงในช่วงต้นฤดูฝน อย่างไรก็ตาม ไม่ได้เกิดขึ้นทุกครั้ง และยังขึ้นอยู่กับอิทธิพลของมรสุมและพายุในแต่ละปีด้วย

4: เอลนีโญกับลานีญา แบบไหนส่งผลกระทบต่อไทยมากกว่ากัน?

ไม่มีคำตอบตายตัว เพราะผลกระทบต่างกันคนละแบบ โดยทั่วไปเอลนีโญมักเชื่อมโยงกับอากาศร้อนและฝนน้อย ขณะที่ลานีญามักเชื่อมโยงกับฝนมากและความเสี่ยงน้ำท่วมสูงขึ้น ดังนั้นความรุนแรงจึงขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่นั้นเปราะบางต่อภัยแล้งหรือน้ำท่วมมากกว่ากัน

5: โลกจะร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเกิดเอลนีโญบ่อยขึ้นหรือไม่?

เอลนีโญเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้โลกอุ่นขึ้นต่อเนื่องตลอดหลายสิบปีได้ เพราะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดเป็นรอบและสิ้นสุดลงได้ แต่หากโลกยังคงสะสมก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง ขณะเดียวกันก็เกิดเอลนีโญบ่อยหรือรุนแรงขึ้น ก็อาจทำให้สถิติอุณหภูมิสูงสุดใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้ง่ายกว่าเดิม

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง