Vitamin E ช่วยอะไร ดีต่อผิวยังไง?

Vitamin E ช่วยอะไร

Vitamin E ช่วยอะไร วิตามินอีช่วยปกป้องเซลล์ผิว จากความเสียหาย และช่วยให้ผิวดูชุ่มชื้นขึ้น วิตามินชนิดนี้ ขึ้นชื่อเรื่องคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ จึงถูกพูดถึงบ่อย เมื่อพูดถึงการดูแลผิว ให้ดูสุขภาพดี แต่นอกจากจะช่วยให้ผิวออร่า ยังประโยชน์อีกมาก บทความนี้เราจะพาไปดู ว่าวิตามินอีช่วยอะไรร่างกายบ้าง

  • ประโยชน์ของ Vitamin E
  • Vitamin E ที่ควรได้รับปริมาณต่อวันเท่าไหร่?
  • อาหารอะไรบ้างที่มี Vitamin E สูงที่สุด?

พัฒนาการสำคัญของการค้นพบ Vitamin E

Vitamin E ถูกค้นพบในปี 1922 โดย Herbert McLean Evans และ Katharine Scott Bishop จากการศึกษา ปัจจัยทางโภชนาการ ที่เกี่ยวข้องกับการสืบพันธุ์ ในสัตว์ทดลอง ต่อมาในปี 1935 Evans และ Gladys Anderson Emerson สามารถแยกวิตามินอี ออกมาในได้ที่มหาวิทยาลัย California Berkeley

และในปี 1938 Erhard Fernholz ได้อธิบายโครงสร้าง ทางเคมีของมันได้สำเร็จ ก่อนที่ Paul Karrer และทีมงาน จะสังเคราะห์ขึ้นได้ ในปีเดียวกัน ชื่อของ tocopherol มาจากภาษากรีก ที่สื่อความหมาย เกี่ยวกับการตั้งครรภ์ สะท้อนบทบาทแรกเริ่มที่ค้นพบ เกี่ยวกับภาวะเจริญพันธุ์

ในปี 1946 มีการเสนอว่าวิตามินอี อาจเกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดหัวใจ จนเกิดงานวิจัยตามมาอีกมาก ตั้งแต่ปี 1949 ยังมีการทดลอง ในทารกคลอดก่อนกำหนด ซึ่งพบทั้งประโยชน์ และความเสี่ยง สะท้อนการพัฒนาความรู้ของ Vitamin E จากห้องทดลอง สู่การศึกษาในมนุษย์ (13 กุมภาพันธ์ 2026) [1]

ประโยชน์ของ Vitamin E ช่วยอะไรบ้าง

  • ต้านอนุมูลอิสระ Vitamin E ช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหาย ของอนุมูลอิสระ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเสื่อมของร่างกาย และโรคเรื้อรังบางชนิด
  • ช่วยระบบภูมิคุ้มกัน มีบทบาทในการช่วยให้เซลล์ภูมิคุ้มกัน ทำงานได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ
  • ช่วยดูแลสุขภาพหลอดเลือด เกี่ยวกับการปกป้องผนังหลอดเลือด จากความเสียหาย และมีบทบาท ต่อระบบไหลเวียนโลหิต
  • ช่วยคงความแข็งแรง ของเยื่อหุ้มเซลล์ เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน จึงช่วยปกป้องโครงสร้าง ของเยื่อหุ้มเซลล์ทั่วร่างกาย
  • มีบทบาทต่อการสืบพันธุ์ จุดเริ่มต้นของการค้นพบ เกี่ยวข้องกับภาวะเจริญพันธุ์ ในสัตว์ทดลอง

Vitamin E ที่ควรได้รับปริมาณต่อวันเท่าไหร่?

  • เด็กแรกเกิด–6 เดือน ปริมาณวิตามินอีที่แนะนำ 4 มิลลิกรัม
  • เด็กทารก 7–12 เดือน ปริมาณวิตามินอีที่แนะนำ 5 มิลลิกรัม
  • เด็กอายุ 1–3 ปี ปริมาณวิตามินอีที่แนะนำ 6 มิลลิกรัม
  • เด็กอายุ 4–8 ปี ปริมาณที่แนะนำ 7 มิลลิกรัม
  • เด็กอายุ 9–13 ปี ปริมาณที่แนะนำ 11 มิลลิกรัม
  • วัยรุ่นอายุ 14–18 ปี ปริมาณที่แนะนำ 15 มิลลิกรัม
  • ผู้ใหญ่ ควรได้รับวิตามินอีต่อวัน 15 มิลลิกรัม
  • วัยรุ่นและผู้หญิงตั้งครรภ์ ควรได้รับวิตามินอีต่อวัน 15 มิลลิกรัม
  • วัยรุ่นและผู้หญิงให้นมบุตร ควรได้รับวิตามินอีต่อวัน 19 มิลลิกรัม

ที่มา: Vitamin E (22 มีนาคม 2021) [2]

อาหารอะไรบ้างที่มี Vitamin E สูงที่สุด?

Vitamin E ช่วยอะไร

อาหารที่มี Vitamin E สูง โดยประมาณต่อ 100 กรัม มีดังนี้

  • น้ำมันจมูกข้าวสาลี มีวิตามินอีประมาณ 149 มก. เป็นแหล่งวิตามินอีที่สูงมาก เพียงเล็กน้อยก็ให้ปริมาณสูง
  • เมล็ดทานตะวัน มีวิตามินอีประมาณ 35 มก. เป็นของว่างยอดนิยม ให้ทั้งวิตามินอี และไขมันดี
  • อัลมอนด์ มีวิตามินอีประมาณ 25 มก. เป็นถั่วที่ให้วิตามินอีสูง มาพร้อมไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว
  • น้ำมันดอกทานตะวัน มีวิตามินอีประมาณ 41 มก. นิยมใช้ประกอบอาหาร และเป็นแหล่งวิตามินอีที่ดี
  • เฮเซลนัท มีวิตามินอีประมาณ 15 มก. ถั่วเปลือกแข็ง ที่ให้ทั้งวิตามินอี และสารต้านอนุมูลอิสระ
  • ถั่วลิสง ประมาณ 8 มก. เป็นถั่วที่หาง่าย ราคาไม่สูง และมีไขมันดีด้วย
  • Avocado มีวิตามินอีประมาณ 2 มก. แม้มีวิตามินอีไม่สูงเท่าถั่ว แต่เป็นแหล่งไขมันดี ที่มีวิตามินอีตามธรรมชาติและมี Vitamin C เล็กน้อย

อาหารเสริม Vitamin E ช่วยอะไรผิว?

เมื่อรับประทานวิตามินอี ในรูปแบบอาหารเสริม จะช่วยต้านอนุมูลอิสระจากภายใน ลดความเสียหายของเซลล์ผิว ที่เกิดจากแสงแดด และมลภาวะ ทำให้ผิวดูสุขภาพดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยเสริมความชุ่มชื้น เพราะวิตามินอี มีบทบาทในการปกป้องไขมัน ตามธรรมชาติในชั้นผิว

นอกจากนี้ยังช่วยลดความแห้งกร้าน และช่วยในเรื่องกระบวนการฟื้นฟูผิว เมื่อได้รับวิตามินอีอย่างเหมาะสม ผิวอาจดูนุ่มขึ้น ดูเรียบเนียนขึ้น และดูอิ่มฟูมากขึ้น แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้น จะขึ้นอยู่กับสภาพผิว และโภชนาการโดยรวมของแต่ละคน อาจไม่ได้ผลลัพธ์ที่เหมือนกัน

ข้อควรระวังการใช้ Vitamin E ร่วมกับยา

  • Alkylating agents และยาต้านมะเร็งบางชนิด การทานวิตามินอี ในปริมาณสูง อาจส่งผลต่อการทำงาน ของยาเคมีบำบัดบางประเภท ทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลงได้
  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด และยาต้านเกล็ดเลือด รวมถึงสมุนไพรหรืออาหารเสริม ที่มีฤทธิ์คล้ายกัน การใช้วิตามินอีร่วมกับกลุ่มนี้ อาจเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกง่าย เพราะทั้งสองอย่างมีผลลดการแข็งตัวของเลือด
  • Cytochrome P450 3A4 substrates ควรระวังเมื่อทานวิตามินอี ร่วมกับยาที่ถูกเผาผลาญผ่านเอนไซม์นี้เช่น omeprazole เพราะอาจมีผลต่อระดับยาในร่างกาย
  • Statins และ Niacin การทานวิตามินอีร่วมกับยาลดคอเลสเตอรอลกลุ่ม statins และ niacin อาจลดประสิทธิภาพของ niacin ซึ่งมีหน้าที่ช่วยเพิ่ม HDL หรือไขมันดี
  • Vitamin K การทานวิตามินอีร่วมกับ Vitamin K อาจรบกวนการทำงานของวิตามินเค ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการแข็งตัวของเลือด

ที่มา: Vitamin E (21 มีนาคม 2025) [3]

สรุปแล้ว Vitamin E ช่วยอะไร

Vitamin E เป็นวิตามินที่มีบทบาทสำคัญ ในการปกป้องเซลล์จากความเสียหาย โดยเฉพาะในด้านผิวพรรณ และระบบไหลเวียนโลหิต ด้วยคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระจึงช่วยให้ผิวดูชุ่มชื้น และสุขภาพดีขึ้น เมื่อได้รับอย่างเหมาะสม ซึ่งคนส่วนใหญ่สามารถได้รับเพียงพอ จากอาหารตามธรรมชาติ

ใครที่ควรทาน Vitamin E เสริม?

ผู้ที่มีภาวะขาดวิตามินอี จากปัญหาการดูดซึมไขมัน ผู้ที่มีโรคบางชนิด ที่เกี่ยวข้องกับลำไส้หรือระบบทางเดินอาหาร รวมถึงผู้ที่รับประทานอาหารไขมันต่ำมากเป็นเวลานาน อาจจำเป็นต้องเสริม นอกจากนี้บางคนที่ต้องการดูแลผิว หรือเพิ่มการต้านอนุมูลอิสระ อาจเสริมโดยปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

ใครที่ไม่ควรทาน Vitamin E เสริม?

ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือมีภาวะเลือดออกง่าย ควรหลีกเลี่ยงการเสริมในปริมาณสูง รวมถึงผู้ที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด หรือยาบางชนิดที่อาจเกิดปฏิกิริยาร่วมกัน นอกจากนี้ผู้ที่ได้รับเพียงพอจากอาหารอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเสริมเพิ่ม

Facebook
Twitter
Telegram
LinkedIn
ข้อมูลผู้เขียน

แหล่งอ้างอิง